Pages

วันศุกร์, เมษายน 22

ที่ไหนเน็ตเร็วบ้าง กับ Checkspeed.me


"ที่ไหนเน็ตเร็วบ้าง"

เป็นคำถามที่ทำให้เกิดเป็นผลงานชิ้นใหม่ของทีมพัฒนา SRAN ที่ชื่อว่า "Check Speed Me" เว็บไซต์ http://checkspeed.me
ซึ่งเป็น Project ต่อเนื่องจาก CheckIP Me (http://checkip.me ตรวจสอบตนเองก่อนทำการเล่นอินเทอร์เน็ต)

1. ที่มา
จากที่ได้ทำการทดสอบอินเทอร์เน็ตในหลายๆเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ พบ 3 ประเด็นที่ ทีมงาน SRAN Dev คิดอยากทำระบบตรวจสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) แบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม คือ

1.1 พบว่าในหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการตรวจสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) ยังไม่ตอบสนองในเรื่องการระบุตำแหน่งที่ตั้งของการทดสอบความเร็วได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หรือ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่

1.2 ซอฟต์แวร์ หรือ สคิปต์ (Script) ที่หลายเว็บไซต์ในประเทศไทยนำมาใช้ในการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) เป็นของต่างประเทศทำเสียส่วนใหญ่ใช้ของ ookla net metrics เกือบทั้งหมดที่ให้บริการในประเทศ

1.3 เมื่อพบว่า ซอฟต์แวร์ หรือ สคิปต์ ที่ใช้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) มักนำเสนอด้วย Flash ดังนั้นหากใช้สมาร์ทโฟนบางยี่ห้อไม่สามารถรองรับการทดสอบความเร็วได้

ทั้ง 3 ประเด็นที่กล่าวมาจึงเป็นที่มาของทีมพัฒนา SRAN จึงได้จัดทำ Check Speed Me ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ประเด็นที่กล่าว และที่สำคัญเมืองไทยเราจะได้มีซอฟต์แวร์ หรือ สคิปต์ ที่เป็นของคนไทยทำมาใช้กับงานในการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้บริการในการทดสอบความเร็วต่อไป

2. วัตถุประสงค์ ของการพัฒนา
2.1 มีความต้องการที่จะระบุตำแหน่งและพิกัด ของผู้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตได้อย่างอัตโนมัติให้มากที่สุด คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งผู้ทดสอบความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตร โดยไม่ต้องพึ่งระบบ GPS

2.2 จัดทำสถิติเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และผู้ใช้งานที่ต้องการทดสอบความเร็วให้สามารถตรวจสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต ในสถานที่ต่างๆได้ อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น

2.3 ทำระบบให้สามารถระบุค่าตำแหน่ง ค่าไอพี ค่าระบบปฏิบัติการ และค่าบราวเซอร์ เพื่อเป็นการจัดทำสถิติอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบริการของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ถูกต้องมากขึ้น

2.4 รองรับระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบความเร็วได้เข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น

2.5 สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่ต้องการทำสอบความเร็วเน็ตของเครือข่ายตนเอง ก็สามารถดูประวัติการทดสอบและตำแหน่งพิกัดได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งออกเป็นรายงานผลอันแม่นยำมากขึ้น

3. วิธีใช้งาน
การใช้งาน Check Speed Me สามารถทำได้ 2 ทางคือ
- ผ่านเว็บไซต์ http://checkspeed.me
- ผ่าน Facebook Application http://apps.facebook.com/checkspeed

ซึ่งทั้งคู่มีการใช้งานเหมือนกัน เมื่อเข้าใช้บริการ Check Speed Me
3.1 ข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

- หากใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ ตั้งโต๊ะ (PC) หรือ โน็ตบุ๊ค (Notebook) ควรใช้บราวเซอร์ (Browser) ที่ทันสมัย เช่น
  • Microsoft Internet Explorer 9.0 and up
  • Mozilla Firefox 3.5 and up
  • Apple Safari 5.0 and up
  • Google Chrome 5.0 and up
  • Opera 10.6 and up
  • iPhone 3.0 and up
  • Android 2.0 and up

ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วบราวเซอร์จะให้ผู้ใช้งานอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในการใช้บริการ Check Speed Me สำหรับใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปทดสอบ

ในคอมพิวเตอร์ควรทำการ Allow location เมื่อบราวเซอร์ (Browser) จากคอมพิวเตอร์ หรือ จากมือถือ ได้ถาม เพราะส่วนนี้จะทำให้ทราบตำแหน่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงของผู้ใช้งานมาก ที่สุด คลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากตำแหน่งผู้ใช้งาน

- หากใช้สมาร์ทโฟน / Tablet นั้นสามารถใช้บริการนี้ต้องเปิด Location Services ที่ชนิดบราวเซอร์ (Browser) ไว้ก็สามารถใช้งานได้ทันที



เมื่อได้เปิดเข้าเว็บไซต์ http://checkspeed.me จะเห็นว่าบราวเซอร์ถามให้คลิกเพื่อแชร์ตำแหน่ง ให้ผู้ใช้งานคลิก Share Location


การทดสอบความเร็วกดปุ่ม Click here! ระบบจะทำการ Loading เพื่อตรวจสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต

3.2 เมนูและการใช้งาน

เมนูใน Check Speed Me ประกอบด้วย
- Top Speed จัดเรียงสถิติผู้ให้บริการรายใดที่ทำการทดสอบความเร็วแล้วมีค่า Bandwidth สูงที่สุด
(786 x 512)


ภาพแสดงผลสถิติในเมนู Top Speed จากภาพเป็นผลการเก็บสถิตเริ่มต้นในวันที่ 22 เมษายน 2554

- Organization จัดเรียงค่าเฉลี่ย Bandwidth ตามรายชื่อหน่วยงาน / ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
การวัดค่าความเร็ว Bandwidth ในส่วนนี้จะเกิดจากการวัดจากค่าเฉลี่ย จากจำนวนครั้งที่ทดสอบโดยทำการเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย


ภาพแสดงผลสถิติในเมนู Organization จากภาพเป็นผลการเก็บสถิตเริ่มต้นในวันที่ 22 เมษายน 2554

- Location คือจัดทำสถิตการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต ตามที่อยู่ของผู้ที่ทำการทดสอบ ซึ่งส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่า ตำแหน่ง / ที่อยู่ / สถานที่ ใดที่มีความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด ซึ่งค่าการจัดสถิติที่ได้นั้นเป็นค่าเฉลี่ยจากการทดสอบ โดยทำการเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย


ภาพแสดงผลสถิติในเมนู Location จากภาพเป็นผลการเก็บสถิตเริ่มต้นในวันที่ 22 เมษายน 2554

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ถือว่าเป็นอีกผลงานหนึ่งที่ทีมพัฒนา SRAN ความตั้งใจและภูมิใจนำเสนอ
ช่วงนี้จึงอยากขอความร่วมมือ พี่น้องในสังคมออนไลน์ (Facebook Check Speed ME) ลองช่วยกันทดสอบกันหน่อย เพื่อว่าจะได้มีการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมให้ดีขึ้นต่อไป

นนทวรรธนะ สาระมาน
ขอบคุณครับ

Link ผลงาน SRAN พัฒนา ที่ได้จัดทำในรูปแบบ Web-base Application

SRAN Data Safehouse : http://safehouse.sran.net
SRAN Lookup : http://www.sran.org
Check IP Me : http://checkip.me
Protect your Link : http://sran.it
olo Mission invisible : http://olo.im

วันศุกร์, เมษายน 1

ปฏิบัติการล่องหนกับไอแอมโอโล่ (I'm olo)


"ท่องเน็ตไม่ต้องกลัวใครจับได้"

SRAN Technology ทำเอามันส์ อีกแล้วครับท่าน อันนี้ทำขึ้นเพื่อตอบสนองนักซ่อนตัวทางอินเทอร์เน็ต

โดยเฉพาะคนคิดและคนที่ทำ จากทีมพัฒนา SRAN หรือเรียกสั้นๆว่า SRAN Dev หลังจากเขาทั้งสอง มีเวลาว่างมากขึ้น เลยมานั่งครุ่นคิดถึงเทคนิคและวิธีการเพื่อใช้ในการอำพรางตนเองให้ปราศจากการติดตามตัวบนโลกอินเทอร์เน็ตขึ้น เรียกแบบหนังดาม่า ว่า "ปฏิบัติการล่องหน (Mission Invisible)" ขึ้นมาโดยใช้ชื่อเครื่องมือนี้ว่า "I 'm olo (ไอแอม โอโล่)" เริ่มสนุกกันแล้วล่ะ ดังนั้นมาดูว่า ไอแอมโอโล่เกิดขึ้นได้อย่างไร

"ไอแอมโอโล่ I 'm olo เกิดขึ้นมาจากความคิดที่แตกต่าง"

ความแตกต่าง นั้นคือ
หลายคนมีปัญหาว่าจะเข้าเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นได้อย่างไร จะหนี Web master (ผู้ดูแลเว็บไซต์) จากค่า Log ที่ปรากฏขึ้นบน Web Server ได้อย่างไร ไม่ให้เขาตามฉันเจอ จะหนีอย่างไร จะหลบซ่อนตัวอย่างไรบนโลกอินเทอร์เน็ต นั้นแหละคือที่มาของไอแอม โอโล่ (I'm olo) หากแต่ทีม SRAN Dev พกความไม่ธรรมดามาด้วยจึง เกิดการประยุกต์และดัดแปลงให้ดูแตกต่างจากทั่วไปเสียหน่อย ดังนี้

ไอแอม โอโล่ (I'm olo) จะเป็นการผสมผสานระหว่าง Proxy Server ที่ต่อเชื่อมกันอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตให้ผ่านช่องทางเดียวกล่าวคือให้ ไอแอม โอโล่ (I'm olo) เป็นตัวติดต่อสื่อสารให้ ผ่านช่อง Web proxy แทนด้วยเหตุว่าจะทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ใดๆ ในเครื่อง และทำการสุ่มค่า (Random IP Address) ทุกครั้งเมื่อมีการติดต่อสื่อสาร โดยค่า IP Address ที่สุ่มขึ้นมานั้นจะเกิดจาก Proxy server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เมื่อทำการติดต่อสื่อสารกับ Proxy Server ได้แล้วจะมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัย ให้ผู้ใช้งานเกิดความมั่นอกมั่นใจ ว่าไร้การดักข้อมูลของเราผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อ Proxy Server ตัวใดไม่สามารถทำงานได้ปกติ ไอแอม โอโล่ (I'm olo) ก็จะทำการค้นหา Proxy Server ตัวใหม่เพื่อให้เราติดต่อสื่อปลายทางได้อย่างอัตโนมัติ

ประโยชน์ของ I 'm olo (ไอแอมโอโล่)
1. ไม่ต้องลงซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติมนอกจากมี โปรแกรม Web Browser
2. ไม่ต้องลง Plugin ใดๆจาก Web Browser สามารถทำงานได้ทันที
3. รองรับกับ Web Browser ทุกชนิด ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ไม่ว่าจะผ่าน smart phone หรือ จากคอมพิวเตอร์
4. รองรับทุกระบบปฏิบัติ ไม่ว่าจะใช้ Linux , window หรือ MAC OS ก็สามารถใช้ I'm olo ได้
5. ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครสืบหา Log ที่ปรากฏได้เพราะ I'm olo จะมีการเปลี่ยนค่า IP ตลอดเวลา
6. ซ่อน IP Address จริงของฉันได้ ตาม concept เล่นอินเทอร์เน็ตแบบล่องหน Mission invisible
7. ทำการเข้ารหัส URI เพื่อป้องกันการตรวจสอบ
8. สามารถทำเป็น short URL ผ่าน Web proxy ได้ทำให้ ชื่อ URL ที่ส่งให้เพื่อนปลอดภัยและสั้นลง จดจำได้อย่างสะดวก
9. ทุกการติดต่อสื่อสารผ่าน I'm olo นั้นจะมีการเข้ารหัส (Encryption) เพื่อป้องกันการดักข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตทุกครั้ง

ลักษณะการทำงานของ โอโล่ (olo)
ภาพที่ 1 คือการทำงานของ ไอแอม โอโล่ (I'm olo) ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่คุณคลิกเข้าเว็บ http://olo.im แล้วเปิดเว็บที่คุณต้องการ มันจะทำการซ่อนตัวให้คุณเอง จากแผนภาพจะพบว่า ไอแอม โอโล่ (I'm olo) จะสร้าง IP Address ใหม่ทุกครั้ง ตรวจสอบได้เมื่อคุณลองคลิก checkip.me จะพบว่า IP Address เราได้เปลี่ยนไปแล้ว

ขั้นตอน
- ทำการเปิดเข้าเว็บ http://olo.im จะสังเกตเห็นดังนี้


ภาพที่ 2 จะเห็นว่าเมื่อเข้าใช้งานไอแอมโอโล่ ในหน้าเพจแรก จะมีการแจ้งบอกค่า IP Address ที่แท้จริงของเรา รวมทั้งบอกสถานที่อยู่ที่เราได้รับค่า IP Address จริงนั้น จากนั้นหากต้องการเปลี่ยนค่า IP Address และทำการตรวจสอบว่าเปลี่ยนได้จริง ให้พิมพ์ที่ช่องกรอกข้อมูลว่า checkip.me

ขั้นตอนที่ 2 ทำการตรวจสอบ IP Address ใหม่


ดังที่ภาพที่ 3 เมื่อทำการตรวจสอบ IP Address เครื่องตนเองพบว่าได้ย้าย IP Address ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่คลิกเดียว

ขั้นตอนพิสูจน์ว่าจะมีการเปลี่ยน IP Address แบบสุ่มหรือไม่ ทำการตรวจสอบอีกครั้งโดยเข้าไปที่ Checkip.me ซึ่งอาจต้องรอสัก 5-10 นาที แล้วทำการตรวจสอบ IP Address ใหม่อีกครั้ง



ภาพที่ 4 ลองตรวจสอบค่า IP Address อีกครั้งโดยคลิก checkip.me ผลปรากฏว่า IP Address ย้ายจากสหรัฐอเมริกา ไปที่ประเทศอังกฤษ แล้ว ทั้งที่ IP Address แท้จริงเราอยู่เมืองไทย

แค่นี้ไม่ต้องลงโปรแกรมก็ทำให้คุณเปลี่ยนค่า IP Address ได้ตลอด ซึ่งมีผลทำให้การตามตัวตนที่แท้จริงนั้นจะทำลำบากขึ้นมากในทางเทคนิค
อย่างงี้ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง โดยเข้าไปที่ http://olo.im

นอกจากนี้ใน I 'm olo ยังมีการแสดงข้อมูลค่า Proxy ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาแสดงผลแบบ Real - Time คือมีการอัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งทำการเก็บบันทึกค่า Proxy ที่เรียกว่า Proxy Archive ให้สามารถสืบหา IP Address ของ proxy ที่เคยเปิดให้บริการได้อีกด้วย



ภาพที่ 5 คือการค้นหา Proxy Archive สำหรับเคยเป็น Proxy server ที่ตั้งในประเทศไทย

ไอแอม โอโล่ (I'm olo) กับ ปฏิบัติการล่องหน
เปิดทำการแล้ว ทุกวัน ทุกเวลา ที่ http://olo.im หากท่านใช้งานแล้วช้า อืด ไม่ทันใจ ขออภัย เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนทดสอบเพื่อใช้งานจริง ให้ถือเสียว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หรือ ช้า แต่ ชัวล์ เป็นต้น

ขอให้ทุกท่านมีความสุขเมื่อได้ใช้ งานไอแอม โอโล่ (I'm olo) : )
สวัสดี



นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

วันอังคาร, กันยายน 14

ร่วมตรวจสอบเว็บไทย ให้ปลอดภัยจากภัยร้าย

อีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่จัดทำขึ้นโดยทีมพัฒนา SRAN
ชื่อโครงการภาษาไทย เรียก "คอมพิทักษ์" ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Comsentry"

ที่มาโครงการ เพื่อเป็นรวบรวมข้อมูลการใช้งานที่เกิดขึ้นบนโลกอินเทอร์นเน็ต มาทำการตรวจสอบความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้งานข้อมูล และใช้ในการสืบค้นหาข้อมูลที่ปลอดภัยปราศจากไวรัสและภัยคุกคามจากการท่องโลกอินเทอร์เน็ต

คอมพิทักษ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. ส่วนการสืบค้นหาข้อมูล : จัดทำเพื่อหาข้อมูลรายชื่อบุคคล ค่า IP , Domain , ASN และ E-mail เพื่อดูประวัติการใช้งานในโลกอินเทอร์เน็ตจากการทิ้งร่องรอยไว้ไม่ว่าเป็นการใช้งานติดต่อสื่อสารในเว็บบอร์ด ข้อมูลสังคมออนไลน์ (Social Network) ทั้งนี้สามารถค้นหาประวัติข้อมูล จาก ข้อมูลไอพี (IP) , ข้อมูลรายชื่อโดเมนแนม (Domain name) และข้อมูลค่าหมายเลข AS (Autonomous System) และคำค้นหาอื่น โดยจัดเรียงเหตุการณ์ตามวันเวลา
โดยทีมงาน SRAN ได้พัฒนาการค้นหาชนิดพิเศษที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า "semantic search" นั้นหมายถึงการรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลหลายๆที่มาแสดงผลในที่เดียว ได้แก่การนำการค้นหาจาก google , bing ,yahoo , alexa , zone-h , Phishtak ,Hurricane Electric Internet รวมถึงการได้ข้อมูลจาก Honeypot มาคัดแยกข้อมูล (Correlation) เพื่อนำค่ามาประมวลจนทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้งาน

2. ข้อมูลและสถิติ : ข้อมูลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นไม่ว่าเป็นภัยคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์ , ข้อมูลการโจมตีเว็บไซต์ ภัยคุกคามที่เกิดจากอีเมล์ขยะ โดยคัดแยกเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยจัดเรียงเป็นฐานข้อมูลโดยแบ่งได้ดังนี้

2.1 ข้อมูลและสถิติ เว็บไซต์ในประเทศไทยที่ถูกโจมตี เช่น เว็บที่ถูกแก้ไขข้อมูลจากนักโจมตีระบบ (Web Defacement) , เว็บใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีของนักโจมตีระบบ เป็นต้น ทั้งนี้จัดทำเป็นสถิติตามรายชื่อโดเมน ทั้งที่เป็นภาพรวมระบบ สถิติรายปี รายเดือน เพื่อให้ทราบถึงภัยคุกคามและได้ปรับปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้น

2.2 ข้อมูลและสถิติ เว็บไซต์ในประเทศไทยที่เป็นฟิชชิ่ง (Phishing) เช่น เว็บที่มีลิงค์ที่หลอกหลวงให้เราเข้าหน้าเว็บไซต์ที่ผิด ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามแก่การใช้ข้อมูลและการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยจะคัดแยกเฉพาะเว็บไซต์ในประเทศไทย ที่มีโอกาสเป็นฟิชชิ่ง (Phishing) ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในการเผยแพร่ เพื่อให้รับทราบและได้แก้ไขได้ถูกต้อง ทั้งนี้จะมีการจัดทำเป็นภาพรวมระบบ สถิติตรายปี รายเดือน เพื่อใช้ในการพยากรณ์ข้อมูลและใช้ในการปรับปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต

2.3 ข้อมูลและสถิติ เว็บไซต์ในประเทศไทยที่มีโอกาสติดไวรัสคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เว็บไซต์ที่มีไฟลล์เอกสารที่มีความเสี่ยง ให้ผู้ใช้งานได้มีการดาวโหลด (Download) ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เว็บไซต์ที่มีสคิปอันเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการจัดทำเป็นภาพรวมระบบ สถิติตรายปี รายเดือน เพื่อใช้ในการพยากรณ์ข้อมูลและใช้ในการปรับปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต

2.4 ข้อมูลและสถิติ เครื่องแม่ข่ายในประเทศไทยที่มีโอกาสเป็นเครื่องแพร่อีเมล์ขยะ (Spam) ตรวจสอบจากไอพีในประเทศไทยที่มีการแพร่กระจายอีเมล์ที่มีหัวข้อ (Subject) ในบัญชีดำ เป็นการโฆษณาขายสินค้า ที่มากเกินไป มีข้อความที่สร้างความน่ารำคาญ และผู้บริโภคไม่ต้องการได้รับ ซึ่งรายชื่อบัญชีดำ (Blacklist) ได้จากฐานข้อมูลจาก Honeypot Project โดยคัดแยกเฉพาะประเทศไทย ทั้งนี้จะมีการจัดทำเป็นภาพรวมระบบ สถิติตรายปี รายเดือน เพื่อใช้ในการพยากรณ์ข้อมูลและใช้ในการปรับปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต

3. การให้ความรู้ ทางคอมพิทักษ์ มีบทความให้ความรู้ในแนวทางการป้องกันภัยคุกคามต่างๆจากการใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ต รวมถึงการทำการ์ตูนเพื่อสร้างความตระหนักในการใช้ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อสร้างเป็นสื่อความรู้ที่เข้าใจง่ายขึ้นและเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับนักท่องอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ทั้งนี้ "คอมพิทักษ์" ได้จัดให้มีหน้าสมาชิกเพื่อคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมและควรปรับปรุงด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล อีกทั้งสามารถร่วมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทยจากภาพสวยๆ จากการไปเที่ยวมาได้มีโอกาสแสดงภาพถ่ายนั้นเป็นภาพพื้นหลัง (Background) ของฉากเว็บไซต์ได้อีกด้วย

photo
ภาพหน้าจอระบบ คอมพิทักษ์ ในเว็บ www.sran.org

ในขณะนี้ คอมพิทักษ์ ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และคิดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานได้เต็มที่ในเร็วๆ นี้

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

วันอาทิตย์, สิงหาคม 8

ปัจจัยทั้ง 4 แห่งการสืบสวนทางอินเทอร์เน็ต

บทความนี้เกิดขึ้นจากงานสัมมนาแนวทางการรับมือกับภัยไอซีที เมื่อวันที่ 13 กรกภาคม 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งผมได้บรรยายในหัวข้อแนวทางการสืบสวนและป้องกันภัยคุกคามทาง อินเทอร์เน็ต จึงอยากนำบางส่วนในการบรรยายครั้งนั้นมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านที่ไม่ได้ร่วมงาน สัมมนานี้ให้รับทราบกัน

เรื่องปัจจัยทั้ง 4 แห่งการสืบสวนทางอินเทอร์เน็ต นั้นเป็นกรอบแนวคิดเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้มีหลักในการวิเคราะห์ที่มาที่ไป ของภัยไอซีทีได้แบบเข้าใจง่าย และเชื่อมโยงความสัมพันธ์เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้โดยใช้ กรอบความคิดนี้

ถ้าหากเราเข้าใกล้ความจริงแล้ว เราจะพบว่าเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงถึงกัน มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาโดยไม่อาศัยสิ่งอื่น ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลขยะ (Spam) อยู่ๆ เกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องอาศัยคนที่สร้างเนื้อหาข้อมูลขยะนั้น ต้องอาศัยโปรแกรมที่ส่งข้อมูลขยะนั้น แล้วคนละอยู่ๆ จะสร้างข้อมูลขยะนั้นหรือไม่ ก็ต้องมีเหตุปัจจุจัยที่ทำให้คนนั้นสร้างข้อมูล ไม่ว่าเป็นเรื่องค่าจ้าง ความสนใจส่วนตัว หรือลึกลงไปกว่านั้นอาจพบว่ามี DNA จากกรรมพันธ์ุ ที่ทำให้คนคนนั้นมีนิสัยใจคอเป็นอย่างนั้น หรือ แม้แต่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ การอาจทำให้การรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างกัน, การรับรู้ข้อมูลนั้นอาจวัดได้จากประสบการณ์ชีวิต
ที่ทำให้คนคนนั้นส่งข้อมูลขยะได้ จะเห็นว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวแต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอาศัยกับสิ่งอื่นๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าทุกๆอย่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันหมด เราก็นำความสัมพันธ์นั้นมาสร้างเป็นกรอบแนวคิด เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจถึงผลแห่งเหตุนั้นได้อย่างเป็นระบบ

ปัจจัยทั้ง 4 ที่กล่าวมานั้นประกอบด้วย
คน เครื่อง ระบบ และผลลัพธ์ ตามแผนภาพ




ภาพที่ 1 แสดงถึงปัจจัยทั้ง 4 และความเชื่อมโยง เวลา และสภาวะแวดล้อม

ส่วนประกอบที่ 1 คือ คน การกระทำของคนที่เกิดขึ้นจากคนเป็นการรับรู้ในสิ่งต่างๆ มีทั้งภายใน และภายนอก ตัวคน
1.1 ภายในเองก็ประกอบด้วย ตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ หากอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ ในร่างกายของคนก็มีการติดต่อสื่อสารภายใน ในระดับเซลล์ ประจุไฟฟ้า อนุภาคที่มีขนาดเล็ก รวมเป็นเนื้อเยื่อ รวมเป็นระบบประสาทที่เชื่อมโยงสื่อสารภายในตัวคน มีการถ่ายทอดข้อมูลจากบรรพบุรุษผ่านระบบดีเอ็นเอ (DNS) ที่เป็นพิมพ์เขียวจากอดีตที่ตกถอดมาถึงเรา แม้กระทั่งสารเคมีต่างๆที่อยู่ภายในร่างกายของเราที่ทำงานตลอดเวลาจนกว่าเราจะหมดลมหายใจ
1.2 ภายนอก เป็น อารมณ์ ที่ทำได้จาก ตาเห็นรูป , หูได้ยินเสียง , จมูกได้กลิ่น , ลิ้นได้รส , กายได้สัมผัส และใจที่มีความคิดปรุงแต่งตามสภาวะชั่วขณะ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกระแสของเหตุปัจจัย  หรือในพุทธศาสนาเรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" บนห่วงโซ่เหตุการณ์ของการรับและส่งข้อมูล 3-in-3-out  ห่วงโซ่ที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกซ้ำไปซ้ำมา ตามหลักพุทธศาสนา เรียกว่า "ปฎิจจสมุปบาท"

ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้คน คนนั้นทำกิจกรรมและมีพฤติกรรมการแสดงออกที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา เกิด อยู่ ตั้งอยู่ และดับไป ไม่คงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

ส่วนประกอบที่ 2 คือ เครื่อง หมายถึงเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออื่นๆที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ ทั้งฝั่งรับข้อมูล และ ฝั่งส่งข้อมูล ในที่นี้ผมขอเปรียบเทียบเป็นเหมือนยานพาหนะ

เครื่องเป็นพาหนะที่เกิดจากคนเป็นผู้ใช้งาน มุมมองในการพิจารณาก็มีทั้งภายในและภายนอก โดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการพิจารณา
2.1 ภายใน คือ คนใช้เครื่องโดยตรง
2.2 ภายนอก คือ คนถูกผู้อื่นใช้เครื่อง ทั้งที่เป็นเจตนา และไม่เจตนา บนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ส่วนประกอบที่ 3 คือ ระบบ หมายถึงโครงข่ายข้อมูล (Network) ที่เป็นช่องทางในการสื่อสาร ไม่ว่าเป็นการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต มือถือ หรืออื่นๆ ในที่นี้ผมขอเปรียบเทียบเป็นเหมือนช่องถนนในการเดินทางของพาหนะ

ระบบนั้นก็มีมุมมองในการพิจารณา มีทั้งภายใน และ ภายนอก เช่นกัน โดยใช้คน และ เครื่อง เป็นศูนย์กลางในการพิจารณา

3.1 การพิจารณาโดยใช้คน และเครื่องเป็นศูนย์กลาง
- ภายใน คือ ช่องทางการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายองค์กร (LAN Technology)
- ภายนอก คือ ช่องทางการติดต่อสื่อสารภายนอกเครือข่ายองค์กร (WAN Technology)
โดยทั้งคู่สามารถพิจารณาต่อลงไปถึงการไหลเวียนของข้อมูลที่เกิดขึ้นจากหลัก OSI 7 layer หรือจะเป็นฉบับย่อแบบ 3-in-3-out ที่ผมเคยเขียนในอดีตได้ต่อเนื่องอีก



ภาพที่ 2 แสดงการพิจารณามุมภายใน และ ภายนอก เมื่อเอาตัวคนเป็นศูนย์กลาง

หากเราใช้หลักพิจารณาภายในและภายนอก โดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าในระดับผู้ให้บริการ (ISP) นั้นจะกลายเป็นมุมภายนอกเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เนื่องจากผู้ให้บริการ (ISP) ก็จะมีระบบภาย (LAN) เช่นกัน ดังนั้นการพิจารณาในเรื่องนี้นอกจากเอาคนเป็นศูนย์กลางในการพิจารณาแล้วยังต้องอาศัยข้อมูลเป็นศูนย์กลางในการพิจารณาด้วย โดยข้อมูลจะแบ่งประเภทดังนี้

3.2 การพิจารณาโดยใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงข้อมูลนั้นเกิดจาก คน และเครื่อง ในประเทศไทย
- ข้อมูลที่รับและส่งภายในประเทศ (Link ภาพแผนที่อินเทอร์เน็ตภายในประเทศไทย) จะต้องผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสาร ที่ผมเปรียบเทียบได้กับถนน ถนนที่เกิดจากผู้ให้บริการ (ISP) สร้างขนาดถนนที่แตกต่างกัน ขนาดของ Bandwidth ในการรับและส่งข้อมูลซึ่งผู้ให้บริการบางรายอาจเปรียบได้กับถนน 4 แลน บางรายอาจเปรียบได้กับ ถนน 2 แลน เป็นต้น การติดต่อสื่อสารภายในประเทศ ก็เหมือนกับถนนที่เชื่อมกันระหว่างผู้ให้บริการในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ผมเปิดเว็บไซต์ www.sran.org ซึ่งตัวเว็บไซต์นั้นตั้งอยู่ภายในประเทศไทย การติดต่อสื่อสารก็จะเกิดเฉพาะภายในประเทศไทย

- ข้อมูลที่รับส่งภายนอกประเทศ (Link ภาพแผนที่อินเทอร์เน็ตภายนอกประเทศ) เช่นกันจะต้องผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสาร หรือ ถนนที่เกิดจากผู้ให้บริการ (ISP) ที่มีการสร้างขนาดถนนที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับการรับส่งข้อมูลภายในประเทศ ที่แตกต่างกันคือข้อมูลฝั่งปลายทางที่ติดต่อไปนั้นอยู่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ผมเปิดเว็บไซต์ www.blogger.com ซึ่งเมื่อทำการ whois ดูพบว่าตั้งอยู่ต่างประเทศ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย การติดต่อสื่อสารก็เริ่มจากเครื่องผมที่อยู่ที่บ้าน ไปยังผู้ให้บริการที่ให้ผมได้ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการก็เปิดช่องทางต่างประเทศให้ข้อมูลที่เรียกเว็บไซต์ www.blogger.com ไปถึงที่หมายปลายทาง เพียงช่วงพริบตา

ในเรื่องระบบ หัวข้อ 3 นี้เป็นเรื่องทางเทคนิคเสียส่วนใหญ่ จะขอยกตัวอย่างเป็นกรณีให้เห็นภาพขึ้นในโอกาสถัดไป

ส่วนประกอบที่ 4 คือ ผลลัพธ์ ผลลัพธ์มีทั้งเรื่องปกติ และเรื่องไม่ปกติ ซึ่งสามารถแยกแยะได้ดังนี้

4.1 ผลลัพธ์ทางเทคนิค ผลลัพธ์ ที่เป็น
4.1.1 เรื่องที่ปกติ เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ในการรับและส่งข้อมูลได้อย่างปกติที่เคยใช้ รับรู้ได้ด้วยตัวเอง
4.1.2 เรื่องที่ผิดปกติ เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ในการรับและส่งข้อมูลได้นั้นมีความผิดปกติ เกิดได้ดังนี้
- เกิดความการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ (ขาด C : Confidentiality)
- เกิดจากการแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากความเป็นจริง ( ขาด I : Integrity)
- เกิดจากความไม่คงที่ของข้อมูลทำให้ความเสถียรภาพข้อมูลนั้นสูญเสียไป (ขาด A : Availability)
ทั้งหมดนี้อาจจะสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เสียทั้ง C , I และ A หรือ สูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเป็นบ่อเกิดถึงความผิดปกติจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ และการรับ-ส่งข้อมูล เกิดขึ้น
ซึ่งขอเรียกว่า ความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นจากผลลัพธ์ทางเทคนิค ว่า "เหยื่อ" ความหมายถึง คน และ เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารนั้น ตกเป็นเหยื่อทางเทคนิค บนความไม่รู้เท่าทัน

เหยื่อในทางเทคนิค ก็ได้แก่ การติดมัลแวร์ (Virus/worm , Trojan , Backdoor , rootkit และอื่นๆ) , การตกเป็นเครื่องมือให้นักโจมตีระบบใช้ทรัพยากรเครื่องของเราในการส่งข้อมูลขยะ (Spam) หรือ โจมตีระบบให้เกิดความเสียหาย (DDoS/DoS)

4.2 ผลลัพธ์ไม่ใช่ทางเทคนิค ผลลัพธ์ ที่เป็น
4.2.1 เรื่องปกติ ก็หมายถึง ข้อมูลที่เรารับรู้ที่ได้ปรากฏขึ้นนั้นสามารถยอมรับได้ด้วย กฏหมาย และ ศิลธรรม บนประเทศที่เราได้ทำการสื่อสารข้อมูลขึ้น ที่เขียนอย่างงี้ก็เนื่องจากแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างด้าน กฏหมาย ดังนั้นก็ขึ้นกับว่าหากเอาตัวเรา และเครื่องคอมพิวเตอร์ ของเราเป็นศูนย์กลางต้องพิจารณาว่าเราใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เรา รับ-ส่งข้อมูลที่ประเทศใด ถ้าเป็นประเทศไทย ก็ต้องดู กฏหมาย ในประเทศไทยเป็นหลัก ส่วนศิลธรรมนั้นมีโดยทั่วไปจะเรื่องที่ทั่วโลกมีความเห็นสอดคล้องกัน

4.2.2 เรื่องผิดปกติ ก็หมายถึง ข้อมูลที่เรารับรู้ที่ได้ปรากฏขึ้นนั้น เกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งเรื่องไม่ปกตินั้น ควรดูกฏหมาย และ ศิลธรรม ของประเทศนั้นๆ ในการพิจารณาต่อ

จะขอเรียก ความผิดปกติที่เกิดจากผลลัพธ์ที่ไม่ใช่เทคนิคนี้ ว่า "เหยื่อ" ความหมายคือ คน และ เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารนั้นตกเป็นเหยื่อ บนความไม่รู้เท่าทัน
ขยายความได้ว่า เนื่องจากข้อมูลที่เรา เรา ท่าน ท่าน ที่ได้รับข้อมูลมานั้น หากเราไม่มีสติ และความรู้เท่าทันภัย เราอาจกลายเป็นเหยื่อโดยที่เราไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

เหยื่อที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ทางเทคนิค ได้แก่
- การรับรู้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งความเข้าใจผิดอาจจะก่อให้เกิดความเชื่อ การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เข้าใจผิดไป และคิดว่าเป็นจริง หรือเรียกว่า สัญญาวิปลาศ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นต้น

- การแสดงความเป็นห่วงโดยไม่มองให้รอบด้าน ในสื่อสารสมัยใหม่อาศัยคนเป็นเหยื่อชนิดนี้มากขึ้น ขอยกตัวอย่าง เช่น ในการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด หรือ พวกเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) พบข้อมูลอันไม่เหมาะสม ตัวเราเองกลับเผยแพร่ให้ขยายวงการรับรู้มากขึ้น ด้วยความเป็นห่วงเห็นข้อมูลนี้ไม่เหมาะสม เผยแพร่จาก 1 คน เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จากเดิมมีคนรู้ไม่กี่คนทำให้รู้มากขึ้น แบบนี้แสดงว่าผู้เผยแพร่นั้นกำลังตกเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเหยื่ออยู่ เป็นต้น การตกเป็นเหยื่อในกรณี แก้ไขโดย หยุดทำการส่งข้อความ หรือ ข้อมูลต่อให้กับผู้อื่นที่เราควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลไม่ได้ หากพบเรื่องไม่เหมาะสมต่อสถาบันหลักของประเทศ ก็ควรส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือถ้าเป็นทางข้อมูลอินเทอร์เน็ตก็ส่งให้หน่วยงานในกระทวงเทคโนโลยีสารสนเทศ สายด่วน 1212 เป็นต้น




ภาพที่ 3 เราเป็นเหยื่อได้ทั้งทางเทคนิคและไม่ใช่เทคนิค




โดยมากผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องปกติ คงไม่มีใครมาสืบหา แต่หากเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากเรื่องไม่ปกติ จำเป็นต้องมีหลักในการสืบหา โดยวิธีการ คือ ใช้เวลาจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไล่ย้อนหลังไป
จากผลลัพธ์ที่ทำให้มีผู้เสียหาย ย้อนไป ที่ระบบที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์นั้น ย้อนไปที่ เครื่อง ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์นั้น ย้อนไปที่ คนที่สร้างให้เกิดผลลัพธ์นั้น โดย
มีเวลา และปัจจัยทั้ง 4 เป็นหลักในการพิจารณา

ในตอนหน้าหากมีเวลาเพียงพอผมจะขยายความในปัจจัยทั้ง 4 โดยยกเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจมากขึ้นสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ต่อไป


นนทวรรธนะ สาระมาน
03/08/53

บทความที่เกี่ยวข้อง
หลักการพิจารณาแบบ 3-in-3-out ในการสืบหาผู้กระทำความผิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต
http://sran.it/rd
http://sran.it/re


วันอาทิตย์, พฤษภาคม 16

ยุทธวิธีฮันนีบาล


บุคคลในประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่งที่ควรนำมาพูดถึงโดยเฉพาะในสถานะการณ์ปัจจุบันคือ " ฮันนีบาล บาร์กา "
ฮันนีบาล เป็นนักยุทธศาสตร์ ที่นำกำลังสองหมื่นหกพันคนเข้าตีกรุงโรมที่มีทหารเจ็ดแสนห้าหมื่นคนได้

ฮันนีบาลอยู่ที่กรุงคาร์เทจ ซึ่งอยู่ทางเหนือของแอฟริกา ซึ่งเมื่อก่อนคุณพ่อของฮันนีบาลได้แพ้ให้กับกรุงโรม ซึ่งก่อนหน้านั้นเมืองคาร์เทจเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ .. เมื่อได้พ่ายแพ้กับกรุงโรมเมืองคาร์เทจก็คับแค้น แต่ตนเองก็ไม่มีกำลังพอที่จะไปสู้กับกรุงโรมได้ เมื่อฮันนีบาลเติบโต ก็มีวิสัยทัศน์ว่าจะแกล้งแค้นนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่คาร์เทจ โดยบอกกับผู้คนที่นับถือว่า "ไปร่วมปล้นกรุงโรม" โดยการชวนชนเผ่ายากจนทั้งหลาย ว่าไปร่วมปล้นกรุงโรมกัน โดยจะสร้างชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นจากความยากจน

เนื่องจากมีทหารที่ฮันนีบาลคุมอยู่นั้นมีปริมาณน้อย ฮันนีบาลจึงว่ายุทธศาสตร์ว่า "ต้องรบในบ้านศัตรู" เพื่อที่ศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าจะได้ กังวล ละล้าละลัง ไม่รู้จะป้องกันที่ไหนก่อนหลัง

ฮันนีบาลใช้วิธีนำกำลังทัพผ่านทางเข้ากรุงโรมโดยทางเท้าภาคพื้นดิน แทนที่จะผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งส่วนนี้กองกำลังของโรมมันคุมพื้นที่ไว้ได้หมด ก็เปลี่ยนแนวทางเป็นการเดินทัพด้วยเท้า ภาคพื้นดิน ข้ามสเปน ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ เข้าสู่เยอรมันในปัจจุบัน

นอกจากกองกำลังของฮันนีบาลจะใช้ชนเผ่ายากจนที่มาตามต่างจังหวัดแล้ว ฮันนีบาลยังได้จ้างทหารม้ารับจ้างที่ใช้ม้าเร็วในการศึก เรียกว่า โจรรูมิเดีย ประมาณหมื่นคน โดยการจ้างครั้งนี้มีสัญญาว่าหากปล้นกรุงโรมได้เมื่อไหร่ จะแบ่งทรัพย์สมบัติกันครึ่ง - ครึ่ง

ที่ฮันนีบาล จ้างทหารม้ารับจ้าง หรือ โจรนูมิเดียน ก็เพราะว่าการเคลื่อนที่ได้เร็ว นำไปสู่การสร้างความปั่นป่วนได้เร็ว มิได้เป็นเป้านิ่ง ปั่นป่วนไปตามจุดต่างๆ ซึ่งได้สร้างปัญหาและความเสียหาย ให้กับกรุงโรมเป็นอันมาก ที่ใช้กลวิธีนี้ก็เพราะหากใช้ทหารราบ จะเคลื่อนที่ช้า และกรุงโรมมีทหารราบเยอะกว่าหากปะทะกันก็จะสู้กองกำลังโรมมันมิได้

และฮันนีบาลได้มีการสร้างไส้ศึกในกองทัพของกรุงโรม เพื่อได้ข่าวสารการวางแผนและข้อมูลอื่น
หากจะสรุปสูตรสำเร็จของฮันนีบาล ก็คือ
1. การรวมชนเผ่าที่ยากจน จากต่างจังหวัดมาร่วมในกลุ่มเพื่อใช้ในการต่อสู้
2. การว่าจ้างทหารรับจ้าง
3. การสร้างไส้ศึกในกรุงโรม

จากนั้นฮันนีบาลก็ทำการยั่วยุชาวบ้าน ฆ่าชาวบ้าน ในกรุงโรม เพื่อเหตุผล 3 ประการ
1. การเผาทำลายสถานที่สำคัญ ฆ่าชาวบ้านบริสุทธิทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว และไม่กล้าต่อสู้ และไม่กล้าเป็นพวกของรัฐในกรุงโรม
2. ทำให้กองทัพที่ฮันนีบาลคุมนั้น มีความมั่นใจ มีขวัญและกำลังใจ ว่าตนเองเป็นใหญ่
3. ทำให้กฏต่างๆที่วางไว้ก่อนหน้าในกรุงโรมนั้นไม่มีค่า ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว
ทำให้มีความรู้สึกว่ากองทัพของฮันนีบาลเป็นผู้กำหนดว่าใครจะอยู่ใครจะตายภายใต้รัฐนี้
ทำให้เกิดภาวะ " Failed state " หรือที่เรียกว่าการล้มเหลวของรัฐ ที่ไม่สามารถควบคุมสถานะการณ์ได้ภายใต้กฏหมาย

ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนความเชื่อ และทำเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอำนาจมันถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กฏหมายใช้ไม่ได้ สถาบัน สัญลักษณ์ต่างๆใช้ไม่ได้

ทำให้ฮันนีบาลชนะมาโดยตลอด แต่ ...

ในที่สุดกองทัพโรมันที่นำโดย สกีปีโอ อาฟรีกานุส (Scipio Africanus) ซึ่งเป็นลูกของแม่ทัพคนหนึ่งที่ฮันนีบาลได้ฆ่าในศึกก่อนหน้า ได้ศึกษาและเรียนรู้ยุทธวิธีของฮันนีบาล จึงจับประเด็นได้ว่า สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือ ต้องกำจัดไส้ศึกในกรุงโรมที่ฮันนีบาลได้นำมาฝังไว้ก่อน
จากนั้นให้ตัดท่อน้ำเลี้ยง โดยตัดเงินให้กับสภาเมืองคาร์เทก พอคาร์เทกไม่มีเงินเข้ามาหมุนก็ทำให้ฮันนีบาลไม่สามารถจ้างทหารรับจ้าง (โจรนูมิเดียน) ซึ่งทำให้ทหารรับจ้างนั้นไม่สามารถมาสมทบกับกองทัพฮันนีบาลได้ โจรที่มาร่วมปล้นพอไม่ได้มาเงินก็เลิกทำงานให้
จากนั้นสกีปีโอ ได้เข้านำกองทหารโรมันไปจับกุมแกนนำ ของฮันนีบาล (แกนนำตัวจริง) และตลบหลังจ้างโจรนูมิเดียนโดยให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่าฮันนีบาล โดยให้โจรรูมิเดียเข้าปล้นเมืองคาร์เทกแทน
การรบจาก 40 ครั้งฮันนีบาลชนะหมดแต่ไม่สามารถยึดกรุงโรมได้ และในครั้งนี้จากการนำทัพของสกีปีโอ รบกันเพียงครั้งเดียวแล้วจบเลยนั้นทำให้กองกำลังของฮันนีบาลสลายทัพหมดได้

แผนของสกีปีโอ หากสรุปคือ สกีปีโอ ไม่ได้สนใจชนเผ่ายากจนที่ฮันนีบาลเกณฑ์มาจากต่างจังหวัดเลย แต่กลับไปตัดท่อน้ำเลี้ยงเงินสนับสนุนทหารรับจ้าง (โจรนูมิเดียน) จากนั้นก็จับแกนนำในกองทัพฮันนีบาลให้ได้ เมื่อแกนนำถูกจับ ชนเผ่ายากจนที่ร่วมทัพกับฮานีบาลก็แยกย้ายกลับถิ่นฐานตามต่างจังหวัด ฮันนีบาลได้พ่ายแพ้ และหนีไปยังต่างประเทศ และมาส้ินชีพที่ตุรกี จากนั้นโรมก็ทำให้เมืองคาร์เทกสูญหาย ไม่มีในแผนที่อีกต่อไป ...



นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

วันเสาร์, พฤษภาคม 1

เพื่อเมืองไทยคุณจะทำอะไร ?

เมื่อย้อนอดีตไป สักปี คศ. 1993 หรือประมาณ ปี พศ. 2536 มีโฆษณาอันหนึ่ง ที่ทำให้คนดูโดยเฉพาะเยาวชนในช่วงเวลานั้น มีความรู้สึกร่วมอยากเป็นแรงกำลังหนึ่งที่ช่วยพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้า
โดยใช้เพลงชื่อ เพื่อเมืองไทย ด้วยใจและใจ .. ต้องขอบอกก่อนว่าไม่ต้องการโฆษณาอะไร แต่อยากให้ฟังเพลงและเนื้อหาของโฆษณานี้กับสถานะการณ์ในปัจจุบัน รถไฟขบวนหนึ่ง ที่มีหนุ่มสาวบนรถไฟ และเส้นทางที่ต้องร่วมกันเดินทาง บางครั้งเส้นทางอาจจะมืดเพราะต้องเข้าอุโมงค์ สลับกับแสงสว่างหลังหลุดพ้นอุโมงค์ แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องร่วมเดินทางด้วยกัน และแน่นอนจุดหมายปลายทางของแต่ละคนในขบวนรถไฟนี้อาจจะแตกต่างกันได้ .... ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีทางออกสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ดู บางทีแสงสว่างจากปลายอุโมงค์จะนำพาให้ประเทศเรากลับสู่ภาวะปกติได้หากทุกคนร่วมมือกัน ..



ที่หยิบยกตัวอย่างจากโฆษณานี้มาก็เพราะมีความเชื่อมั่นในชาติไทย อยู่และเชื่อว่าปัญหาต่างๆ แก้ไขได้

ในส่วนตัวเชื่อว่า หากเราเป็นคนไทย คงไม่มีใครไม่หวังดีกับประเทศ
คงไม่มีใครอยากเห็นการทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง
และคงไม่มีใครอยากทำร้ายประเทศ ที่เราต้องอยู่อาศัย


ขอสนับสนุนการใช้สติแก้ไขปัญหา หยุดการนำเสนอข้อมูลที่จะทำให้คนไทยเกลียดชังกันเอง
และยุติปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง

"เราควรใช้วิกฤตช่วงนี้มาสร้างโอกาส"

ทุกภาคส่วน ที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันมานั่งคุยกันเพื่อเสนอแนวทางที่ทุกฝ่ายเราเดินทางร่วมกันได้ โดยเริ่มจากตัวเราเองก่อน ทำการเปิดใจให้กว้าง ลดอัตตาของตนเองลง เพื่อรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน ในการหาจุดร่วมกัน และเมื่อทุกคนเริ่มเปิดใจ จะนำมาสู่การออกแบบประเทศไทยร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแรงขึ้น ด้วยแรงใจ ด้วยพลังสติและด้วยพลังปัญญาของคนไทยทุกฝ่าย เพื่อให้เมืองไทยก้าวพ้นวิกฤต กลับมาสู่ความปกติสุข และเกิดความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต สู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเรา บนผืนแผ่นดินที่เราดำรงชีวิตอยู่สืบไป

ไม่มีอะไรที่สายเกินไป ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ หากใช้สติของตัวเราเอง

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 7

รู้ทัน sniffer

ผมตั้งใจที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นต่อเนื่องจากบทควาที่แล้วเรื่องข้อเท็จจริงในการดักข้อมูล sniffer นั้นมีคนเข้ามาจนถึงเวลานี้ที่ผมเขียนบทความใหม่ถึง 480 ครั้ง (ผลลัพธ์จากระบบ SRAN Data Safehouse) ซึ่งมากกว่าที่คิดไว้มาก ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้ร่วมออกงาน Information Security Day ที่กระทรวงกลาโหมจัดขึ้น ในงานนี้ถึงแม้ผมไม่ได้บรรยายแต่ได้ร่วมตอบคำถาม ในวันนั้นมีผู้มีเกียรติหลายท่านได้ตั้งคำถามและตอบกันในช่วงบ่าย ผมยอมรับว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดได้ไม่ดี เนื่องจากมีเวลาจำกัดในการตอบคำถาม จึงอยากแก้ตัวโดยเขียนอธิบายเพิ่มในบทความนี้ ในชื่อตอน "รู้ทัน sniffer"

หลายคนคงสงสัยกับคำว่า sniffer ไม่น้อย .. และอาจเกิดคำถามว่า sniffer คืออะไรกันแน่ เกี่ยวกับการดักข้อมูลอย่างไร ? sniffer นั้นมีคุณหรือโทษ? แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนดักข้อมูลเราอยู่ หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีใครคอย sniff เราอยู่บ้าง ? วันนี้เรามาเรียนรู้ sniffer แบบถึงแก่นกันดีกว่าครับ

sniffer เป็นชื่อที่เป็นทางการ ซึ่งไม่ว่าจะคุยกันภาษาของชาติไหนๆ ก็มักจะเข้าใจคำนี้ เช่นเดียวกับคำว่า Hack ซึ่งถือว่าเป็น De facto หรือเป็นคำมาตราฐานที่สากลรู้จักกัน เป็นต้น

sniffer คือ โปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์กระแสข้อมูล แต่เรามักจะเข้าใจในทิศทางเดียวคือเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการดักฟังข้อมูล โดยพฤติกรรมการนี้เรียกว่า "sniff" หรือภาษาไทยว่า "สนิฟ" หรือบางครั้งเราอาจได้ยินคำว่า snoop แทนพฤติกรรมในการวิเคราะห์กระแสข้อมูลก็ได้ ซึ่งโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมนุษย์ใช้ทำการวิเคราะห์กระแสข้อมูลสารสนเทศที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าการทำ Packet analyzer) ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น subset ของคำว่า Tap "แท็ป" และคำว่า Tap เป็นทั้งเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้งาน เช่นคำว่า tap เพื่อดักฟังการสนทนาโทรศัพท์ เป็นต้น แสดงว่าคำว่า Tap ข้อมูล นั้นกินความไปนอกเหนือระบบ TCP/IP ก็ได้เช่น เป็นการดักฟังการสนทนาโทรศัพท์ที่กล่าวมาข้างต้น แต่หากทุกวันนี้การโทรศัพท์นั้นได้วิ่งผ่านระบบไอที บน TCP/IP หรือมีการรับส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) ที่เรียกว่า VoIP แล้ว และมีการดักข้อมูลขึ้นอาจใช้คำว่า Tap หรือ sniff ก็ได้ โดยให้เข้าใจว่า sniff คือพฤติกรรมดักฟัง ส่วน sniffer เป็นชุดโปรแกรมที่ใช้ในการดักฟังข้อมูลบนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยผ่านการรับส่งข้อมูลตาม OSI 7 layer เป็นหลัก ซึ่งการ sniff "สนิฟ" อาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ Layer 1 ทางกายภาพ (สายโทรศัพท์ ) จนถึง Layer 7 บนระบบ Application Layer ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นการ sniff จะเกิดขึ้นสมบูรณ์ ต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นมากกว่า 1 เครื่องขึ้นไป กล่าวคือมีเครื่องกระทำและถูกกระทำ ถึงจะเรียกว่าเป็นการ sniff "สนิฟ" และในบทความครั้งนี้จะกล่าวเฉพาะ sniffer บน TCP/IP เท่านั้น จะไม่ขอกล่าว sniffer ในทางกายภาพ
เทคนิคการ sniff "สนิฟ" นั้นคือการได้มาซึ่งข้อมูลโดยที่ไม่ทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ ดังนั้นในทางเทคนิคก็มักจะมองเป็นเทคนิคเดียวคือการแปลงร่างการ์ดแลนบนตัวเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่โหมดเงี่ยหูฟัง (promiscuous mode) แต่จริงแล้วหากเรามองว่าการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นอาจทำตัวเองเป็น Gateway หรือได้จาก Caching ได้ดังนั้นเทคนิคอื่นก็อาจเข้าข่ายการดักฟังได้เช่นกันหรือ ?? ในบทความนี้จะมีคำตอบให้

ภาพการสนิฟข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบง่ายๆ


ที่ผมบอกว่าเรามักจะมอง sniffer เพียงด้านเดียวคือเรามักจะมองเห็นว่าการ sniffer คือการดักฟังข้อมูล แต่แท้จริงแล้ว sniffer นั้นมียังทำคุณประโยชน์ได้เช่นกัน นั่นคือการวิเคราะห์หาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ และ sniffer นั้นก็สามารถสร้างโทษได้เช่นกัน ขึ้นอยู่เจตนาและการใช้งาน

โทษของการใช้ sniffer
1. หากข้อมูลเป็น Plain text (ข้อมูลที่ไม่ได้มีการเข้ารหัส) ไม่ว่าเป็นการสื่อสารผ่าน Protocol HTTP , SMTP , PoP3 , FTP , Telnet หรือแม้กระทั่ง Protocol ในการส่งค่า Log คือ syslog ที่ใช้การติดต่อแบบ UDP และเป็น Plain text อันนี้ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกดักข้อมูลได้การดักข้อมูลเหล่านี้เกือบ 100% ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในองค์กร (office) ของเราเองนี้เอง เรียกว่าภัยพวกนี้ว่า "Internal Threat" เช่น มีพนักงานที่เจตนาต้องการดักข้อมูลผู้บริหาร หรือ ผู้ดูแลระบบ ก็สามารถใช้ sniffer ดักข้อมูลใครๆก็ได้ หากมีเครื่องมือ แต่ .... มีรายละเอียดมากมาย โดยเฉพาะทำอย่างไรถึงจะได้ข้อมูลมา รวมถึงการติดตั้งและการใช้เทคนิคอยู่พอสมควร มิใช่ใครมีโปรแกรม sniffer ก็จะดักข้อมูลได้ง่ายๆ ตลอดไป

หลักๆ ที่นิยมดักข้อมูลและถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง ได้แก่
- ข้อมูลความลับที่ไม่ต้องการให้เผยแพร่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือ เป็นเรื่องของบริษัท เป็นต้น
- ข้อมูล User/password บน Application Protocol ที่ใช้งาน เช่น User / Password จาก Web Login , User / Password จาก FTP หรือ Telnet เป็นต้น 2 ข้อที่กล่าวมานี้เองทำให้การทำ sniffer เป็นเรื่องที่น่ากังวล

2. หากข้อมูลเป็นการเข้ารหัส (encryption) การใช้ sniffer อาจประสบปัญหากับการใช้งานนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับว่าพบทางตัน เพราะการเข้ารหัส (encryption) ก็สามารถถอดรหัสได้ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ที่นิยมคือใช้ sniffer ไปทำการ ARP poison ไปยังเครื่องเป้าหมาย และปลอมค่ากับ Gateway ตัวจริงจึงจะสามารถใช้งานได้ อันนี้เองมีรายละเอียดอยู่ค่อนข้างมากจึงขอยกไปต่อในตอนหน้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ในเทคนิคที่เรียกว่า MITM (Man in The Minddle) หากอดใจไม่ไหวให้อ่านที่ http://nontawattalk.blogspot.com/2009/08/layer-7.html ที่เป็นบทความเก่าที่ผมเคยเขียนขึ้นไว้ ชื่อตอนว่าวิเคราะห์ภัยคุกคามตาม OSI 7 layer อ่านช่วง Layer 2


คุณประโยชน์ sniffer
1. ช่วยวิเคราะห์กระแสข้อมูลสารสนเทศ เพื่อวินิฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่าย เช่น
- เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เหตุใดถึงได้ช้าผิดปกติ ก็สามารถใช้ sniffer มาช่วยวิเคราะห์และวินิฉัยได้
- เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีอาการที่ผิดปกติ อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของไวรัส (สายพันธ์ใหม่ๆ ที่ระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่รู้จัก หรือไม่มี signature บนอุปกรณ์ NIPS/IDS , UTM เป็นต้น)
ซึ่งจากประสบการณ์จริง sniffer ช่วยให้ผมหาเครื่องที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ ในงานประชุม APEC ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2003 ได้ หากย้อนเวลาไปในช่วงนั้น ผมและทีมงานได้มีโอกาสทำงานระดับประเทศคืองาน APEC 2003 โดยทำการประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Vulnerability Assessment) ในคืนก่อนวันเปิดงาน APEC เราพบว่าเครือข่ายในศูนย์ประชุมนั้นรับส่งข้อมูลช้าผิดปกติ เราพยายามทุกวิถีทางจนพบว่าเครื่องที่ปล่อยไวรัสนั้นกับเป็นเครื่องโทรศัพท์ (สมัยนั้นคือเป็นเครื่องลักษณะโทรศัพท์หยอดเหรียญ แต่เล่นอินเตอร์เน็ตได้ผ่านระบบ wi-fi) เชื่อไหมว่าเวลาตี 4 พวกผมยังวิ่งรอบศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติริ์ โดยถือโน็ตบุ๊ตหาสัญญาณการรับส่งข้อมูลที่ผิดปกติบนระบบ wireless LAN กว่าจะหาไวรัสตัวร้ายเจอนั้นผมและทีมงานไม่ได้นอนทั้งคืนก็เพราะหาไวรัสจากเครื่องๆเดียว เราก็กำจัดได้และทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในงานกลับมาสู่ภาวะปกติก่อนพิธีในงาน APEC จะเปิด ก็เพราะโปรแกรม sniffer นี้เอง

2. sniffer ยังทำให้เราทำนาย เพื่อการออกแบบบนเครื่องแม่ข่าย (Server) ถึงการรับส่งข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย เช่น การออกแบบ Web Server เพื่อให้รองรับข้อมูลได้อย่างเหมาะสม การออกแบบ Data Base Server เมื่อมีการ Query ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถออกแบบ (design) ระบบ Cluster หรือการออกแบบ Cloud computing ในอนาคตถึงปริมาณการใช้งานต่อไปได้เพื่อความเสรียฐภาพของระบบได้อีกด้วย

3. sniffer ใช้หาผู้ร้าย / ผู้ต้องสงสัย ได้ ในกรณีนี้จำเป็นต้องรู้สถานที่ หรือรู้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ต้องสงสัยอยู่ จากนั้นการใช้วิธีการสะกดรอยทางไอทีผ่านการเฝ้าสังเกตการณ์ข้อมูลที่ผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งหากจะทำได้ควรได้รับหมายศาล หรือเป็นกรณีด้านความมั่นคงของชาติจริงๆ ถึงสมควรทำ

ดังนั้นหากเรามองให้ดีจะเห็นว่า sniffer นั้นมีประโยชน์ อยู่ไม่น้อยทีเดียว ส่วนการใช้ sniffer ในทางที่ไม่เหมาะสมล่ะ อันนี้ขอบอกว่าขึ้นอยู่กับเจตนาผู้ใช้ เพราะ sniffer นั้นสามารถที่จะดักข้อมูลได้ทั้งหมด คำว่าข้อมูลทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดโปรแกรม sniffer ด้วยนะ โดยปกติแล้ว จะได้ตาม Protocol ที่สำคัญ เช่น Protocol ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน Web , Mail ,Chat เป็นต้น หากเราทำการชำแหละ sniffer ผลลัพธ์ที่ sniffer หรืออาจกล่าวได้ค่าที่ sniffer อ่านออกมาได้คือ
1. ไอพีต้นทาง (Source IP)
2. ไอพีปลายทาง (Destination IP)
3. พอร์ตต้นทาง (Source Port)
4. พอร์ตปลายทาง (Destination Port)
5. Protocol ใน Layer 4 เช่น TCP หรือ UDP
6. เนื้อหา (Content) ซึ่งเนื้อหาข้อมูล นั้นคือคำว่า "Payload" ในระดับชั้นข้อมูลคือใน Layer ที่สูง 5 , 6 และ 7 ค่า "Payload" ที่ปรากฏขึ้นบนตัวโปรแกรม sniffer สามารถมองเห็นและแปลความหมายได้ (ในบางโปรแกรม) สองวิธี คือ
6.1 แบบธรรมดา ค่า payload มองเห็นตาม Layer 2 - Layer 7 แบบเดียวกับการแสดงผลจากโปรแกรมชื่อ wireshark เป็นต้น
6.2 แบบพิเศษ นำค่า Packet ที่ได้มาประกอบร่างใหม่เรียกว่า Reconstruction หรือเป็นการทำ "Traffic Decoder" จะทำให้เห็นมากขึ้น เช่น HTTP คือการเล่นเว็บไซต์ สามารถล่วงรู้ถึงการคลิก เปิดหน้าจอ หน้าเว็บ URI path หรือ เรียกดู clip video ได้ หรือหากเป็นการที่ผ่าน VoIP สามารถ เรียกดูย้อนหลังเป็นเสียงพูดสนทนาได้ เป็นต้น
ในการทำ Reconstruction นั้น มักจะใช้กับเทคโนโลยีในการทำ Law ful Interception โดยปกติแล้วมักมีในธนาคาร หรือโรงงานที่มีความเข้มงวดในการใช้ข้อมูล ที่ต้องเฝ้าสังเกตการทุจริตที่เกิดขึ้นจากการทำงานด้านไอที (ในเมืองไทยก็มีใช้ในบางธนาคาร) เปรียบเสมือนกล้องวงจรปิด ซึ่งการทำเทคนิค Reconstruction นั้นจำเป็นต้องใช้ storage มหาศาลเช่นกัน ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องเผื่องบประมาณไว้พอสมควร
7. เรื่องเวลา คือ วันเวลาที่เครื่องแม่ข่าย (Server) ที่ใช้จัดทำขึ้นเป็น sniffer Server เป็นต้น ซึ่งในข้อนี้ผมขอละไว้ว่าสมมุติทุกเครื่องตั้งค่าเวลาปกติถูกต้องแล้ว ก็แล้วกันนะครับ จึงไม่ขอกล่าวต่อไป

จากคุณสมบัติของ sniffer ที่กล่าวมาตั้งแต่ข้อ 1 - 7 แล้วนั้น ส่วนใดบ้างที่มีความอ่อนไหวถึงความรู้ผู้คนว่า sniffer เป็นเครื่องมือที่อันตราย
จากข้อ 1-5 นั้น มีผลลัพธ์ไม่ต่างกับ Log ที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์เครือข่าย เช่น Router Log , Switch Log , Firewall แบบ ACL (Access Control List)

ภาพ Log Router จากเว็บไซต์ phoenixlabs.org

แต่ข้อ 6 นี้เองที่ทำให้หลายท่านกังวล นั้นคือ การมองเห็นถึงเนื้อหาของข้อมูล (content)
แล้วเทคโนโลยีอะไร ที่มองเห็นเนื้อหาของข้อมูล (Content) นอกจาก sniffer แล้วมีอีกไหม
ผมขอยกตัวอย่างสัก 3 เทคโนโลยี ได้แก่

- NIDS/IPS (Network Intrusion Detection and Prevention System) และเทคโนโลยีประเภท Deep packet Monitoring/Analysis หรือแม้กระทั่ง NAC (Network Access Control ที่ทำตัวเป็นเหมือน Switch ตัวหนึ่งทีเดียว)
การติดตั้งสามารถติดตั้งตามจุดต่างๆ บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ ไม่จำกัด ทั้งแบบ Inline ขวางระบบเครือข่าย , Passive โดยใช้ผ่านอุปกรณ์อื่นเช่น switch เป็นต้น
ซึ่งเทคโนโลยีจำพวกนี้ สามารถมองเห็นเนื้อหาของข้อมูล (content) และมองเห็นข้อมูลตามข้อ 1- 6 ที่กล่าวมาข้างต้น แต่จุดประสงค์เทคโนโลยี NIDS/IPS ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ผิดปกติ เช่น การโจมตี DDoS/DoS ,การแพร่ระบาดไวรัส (virus/worm) , การรับส่งข้อมูลที่ไม่พึ่งประสงค์ (Spam) ,และ การป้องกันเว็บไซต์ หรือชื่อโดเมนที่หลอกหลวง (Phishing) , การกรองเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม (Web Filtering) เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมานั้น เป็นการตรวจเฉพาะภัยคุกคามมากกว่าการตรวจทุกเนื้อหาข้อมูล (content)
ซึ่งส่วนนี้ได้ทั้งข้อ 1- 6 รวมถึง 6.1 ด้วยแต่ไม่ได้ข้อ 6.2

ภาพติดตั้ง NIDS/IPS และ Proxy ซึ่งการติดตั้งในรูปเป็นแบบ In-line หรือ Transparent ซึ่งทำให้ข้อมูลผ่านที่ตัวอุปกรณ์ได้ เหมาะสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและขนาดกลาง


- Proxy Caching
การติดตั้ง ได้ทั้งเป็น gateway , transparent หรือแม้กระทั่งติดตั้งเป็นเพียงเครื่อง Server โดดก็ได้
หลายคนมองข้ามเทคโนโลยีตัวนี้ เนื่องจาก Proxy Caching มักมองในด้านการเพิ่มความเร็วแต่หากพิจารณาถึงข้อมูลบนตัวระบบ Proxy Caching ก็จะพบว่ามีคุณสมบัติตาม 1-6 ครบทุกข้อ คือได้เรื่องเนื้อหาข้อมูล (content) ด้วย เพื่อความเข้าใจมากขึ้น Proxy Caching มักใช้ทำเฉพาะ Protocol ใด Protocol หนึ่งมิใช่เปิดใช้ทั้งหมด หรือน้อยนักที่เปิดใช้ทั้งหมด Protocol ที่นิยมเปิดใช้คือ HTTP หรือการทำ Proxy Caching ส่วน Web นั่นเอง
ซึ่งส่วนนี้ได้ทั้งหมด 1-6 รวมถึงข้อ 6.1 และ 6.2 (เฉพาะ HTTP หากเป็น Protocol อื่นต้องเปิดให้ Proxy รองรับ Protocol อื่นด้วยซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมและทำให้ Proxy ทำงานหนักเกินไป) ส่วนใหญ่เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ในตัวต้องหา storage มาเสริม

เทคโนโลยีสุดท้ายคือ UTM (Unified Threat Management)
การติดตั้ง เป็น gateway ขององค์กร
เทคโนโลยีนี้มาแรงในปัจจุบันเนื่องจากธุรกิจ SME นั้นมีมากขึ้นทำให้เลือกใช้ UTM มากขึ้น UTM หรือรวมทุกเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยลงบรรจุในเครื่องเดียว คือ เป็นทั้ง Firewall , NIDS/IPS , Proxy จึงทำให้ Log ที่เกิดขึ้นบนเครื่อง UTM ได้ครบทั้ง 6 ข้อเช่นกัน คือได้เรื่องเนื้อหาข้อมูล (content) ด้วยเช่นเดียวกับ sniffer
ซึ่งส่วนนี้ได้ทั้งข้อ 1-6 รวมถึงข้อ 6.1 ยกเว้นข้อ 6.2 ส่วนใหญ่เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ในตัวต้องหา storage มาเสริม

ภาพการออกแบบ UTM บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็น UTM ยี่ห้อดัง Fortigate ที่นิยมในประเทศไทย


แล้วพวก Log Management ล่ะ ? ได้ทั้งเนื้อหาข้อมูล (content) ด้วย ? คำตอบคือ Log Management ไม่สามารถทำงานได้เองโดยลำพัง ต้องได้รับข้อมูลจากอุปกรณ์ / เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ถึงสามารถทำงานได้ หากรับข้อมูลจาก อุปกรณ์ Router ก็จะได้เพียงข้อ 1 - 5
หากรับข้อมูลจาก อุปกรณ์ Switch ก็จะได้เพียงข้อ 1-5
หากรับข้อมูลจาก NIDS/IPS หรือ Proxy caching หรือ UTM ก็จะได้ข้อ 1-6 ตามที่อธิบายข้างต้น ส่วนจะได้ข้อ 6.2 หรือไม่นั้น NIDS/IPS , NAC , UTM ไม่สามารถได้ข้อ 6.2 ส่วน Proxy ต้องอาศัยเทคโนโลยีเสริม ดังที่กล่าวมาแล้วเป็นต้น

แล้วพวกเทคโนโลยีพวก Web Crawler ล่ะ ? เช่นพวก google , yahoo หรือ bing นี้ทำไมถึงรู้ keyword ที่เราต้องการค้นหาได้ด้วย

ภาพ web crawler ตัวแรกของโลกเมื่อปี 1996

เทคโนโลยี Web crawler เสมือนเป็นสายลับให้ผู้สร้าง crawler หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพวก robot ที่วิ่งหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาทำงานแทนคนนั้นเอง ซึ่งหากพิจารณาแล้วพบว่า Web Crawler ได้เฉพาะข้อ 2 ,4, 5 และ 6 คือ
Web Crawler จะสามารถทราบถึง
- ในข้อ 2 Destination IP นั่นก็คือ เว็บไซต์ที่เปิดขึ้น เช่นค้นหาคำว่า "SRAN" พบว่า www.sran.net อยู่บรรทัดแรกของระบบ Search engine หากเราทำการเปิดเว็บไซต์ www.sran.net ก็แสดงว่า www.sran.net คือ Destination IP (ทำการ ping www.sran.net ได้ IP Address)
- ในข้อ 4 Port Destination นั่นคือ ได้ Port ปลายทางด้วย เช่น ค้นหาคำว่า "SRAN" พบว่า www.sran.net อยู่บรรทัดแรกของระบบ Search engine ข้อมูลทุกอย่างปรากฏผ่านบราวเซอร์ของเราผ่าน Protocol HTTP ก็แสดงว่า Destination port ก็คือ 80

ภาพแสดงถึงหลังฉากการติดต่อสื่อสารจะเห็นได้ว่ามีการติดต่อจาก IP ต้นทาง (Source IP หรือ Local Address Port ต้นทาง ไปยัง Destination IP หรือ IP Foreign port ปลายทาง)

- ในข้อ 5 Protocol ในการติดต่อสื่อสาร เป็น TCP เนื่องจากเป็นการสื่อสารผ่าน HTTP นั่นเอง
- ในข้อ 6 เนื้อหาข้อมูล ตาม Keyword ที่เราค้นหา โดยเทคนิค Web Crawler จำเป็นต้องดูดเนื้อหาในเว็บไซต์มาเก็บไว้ เรียกว่า Web site Copier ที่เครื่อง Crawler Server แน่นอนครับนำเอาเนื้อหา (Content) ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์เข้ามาด้วย แต่เป็นเพียงเฉพาะ Protocol HTTP โดยส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำเพื่อใช้ Crawler ไปกับ Protocol อื่นนัก และไม่ได้หมายความว่า crawler จะทำงานได้เฉพาะ HTTP นะครับเพราะมีบางโปรแกรมก็ใช้ crawler กับ Protocol ที่ใช้แชร์ไฟล์ ก็มีคือวิ่งบน SMB Protocol ก็มีเช่นกันแต่เป็นส่วนน้อยและ เทคโนโลยี Crawler ไม่จำเป็นทำตามข้อ 6.2 คือการทำ Reconstruction นั้นเนื่องจากเนื้อหาทั้งหมดอยู่ใน storage เครื่องที่ทำระบบ Crawler ที่ประมาณข้อมูลมหาศาลเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นขอพิพากกันถึงการทำงานของ google ที่อาจเป็นการละเมิดข้อมูลผู้อื่นได้ เนื่องจาก google มี crawler จำนวนมาก มี Server ที่เก็บเกี่ยวข้อมูลจำนวนมากจึงทำให้หลายๆประเทศมองว่า google อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงได้เช่นกัน
แต่ทั้งนี้แล้ว
** ระบบ Web Crawler ไม่มีทางที่ได้ค่า IP ต้นทางหรือ Source IP นอกเสียจากว่า IP ต้นทางดันไปปรากฏในเว็บกระทู้ (Web board) ที่เปิดเผย IP ทั้งหมด ซึ่งหากนับแล้วเว็บกระทู้ (Web board) น้อยนักที่เปิดเผย IP Address ผู้โพสเว็บทั้งหมด ดังนั้น Web Crawler หากได้ IP ต้นทางนั้นจำเป็นต้องอาศัยโชคด้วย จึงอาจกล่าวได้อีกครั้งว่าเทคนิค Web Crawler ได้เฉพาะข้อ 2,4,5 และ 6 ดังที่กล่าวมา

เทคโนโลยีทั้งหมดที่กล่าวมาผมยังไม่กล่าวถึงการเก็บข้อมูล (Storage) และการออกแบบอย่างไรถึงจะสามารถรองรับข้อมูลได้ ซึ่งหากให้เขียนทั้งหมดจะมีเนื้อหายากและยาวเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีใครคิดจะอ่านต่อ ผมจึงขอหยุดการอธิบายส่วนเทคโนโลยีอื่นๆ ไว้เพียงแค่นี้ก่อน
กลับไปสู่เนื้อหาต่อ ..

จะพบว่าคำถามเรายังไม่หมด สำหรับความสงสัยของผู้คน ถ้าเป็นเช่นนี้ เราไม่ยุ่งหรือ ? หากอุปกรณ์ป้องกันภัยที่ทุกองค์กรที่ใช้อยู่ ก็สามารถมองเห็นเนื้อหาข้อมูล (content) ได้เช่นกัน
คำตอบคือ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ... หากเราคิดเพียงว่าการมองเห็นเนื้อหาข้อมูล (content) ก็เป็นการ sniff "สนิฟ" ไปเสียหมด นี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ไม่ต้องมีระบบป้องกันภัยคุกคามปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมก็คงไม่ผิด หากเป็นเช่นนี้คงไม่ได้ ดังนั้น เราจึงควรสร้างความเข้าใจ ถึงเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่อย่างมีเหตุและผลมากขึ้น

เรามาดูอีกด้านหนึ่งบ้าง คือ โทษของ sniffer ...
ลำพังด้วยโปรแกรมอย่างเดียวนั้นคงไม่มีโทษอะไร มันก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ เป็นโทษ หรือเป็นภัยนั้น คือผู้ใช้โปรแกรม sniffer นั่นเอง หากใช้ในเจตนาที่ไม่เหมาะสม เช่นการดักข้อมูลผู้อื่นโดยมิชอบนั้นแน่นอนครับผิด ทั้งผิดตามศิลธรรมแล้วยังผิดในมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย ทั้งนี้จะผิดกฏหมายได้ต้องดูที่เจตนาผู้ใช้ sniffer เป็นหลักนะครับ
ทีนี้เรามาดูกันว่า เราจะรู้ทัน sniffer กัน "เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีใครดักข้อมูลเราอยู่" กันดีกว่า

ตอนต่อไปผมจะกล่าวถึงวิธีรู้ทัน sniffer โดยจะพิจารณาตามลักษณะการรับส่งข้อมูลดังนี้
1. พิจารณาจากมุมมอง การใช้ข้อมูล หากเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตัวเรานั่งอยู่ที่ไหน ?
1.1 ที่ทำงาน (office ที่เราทำงานอยู่) --> ใครจะ sniff "สนิฟ" เราได้
1.2 ที่ไม่ใช่ที่ทำงาน เช่น บ้าน ร้านกาแฟ อื่นๆ --> ใครจะ sniff "สนิฟ" เราได้
และเราจะรู้ทันได้อย่างไร ?

ถ้าหากเราระแวง จนถึงขั้นว่าทุกการกระทำต้องเข้ารหัส (encryption) เพื่อป้องกันการดักข้อมูลนั้นจะช่วยป้องกันได้เพียงใด ?

2. การทะลุข้อมูลถึงแม้จะเข้ารหัส การสามารถอ่านข้อมูลได้โดยผ่านเทคนิคที่เรียกว่า Man in the Middle attack (MITM)
2.1 ที่ทำงาน (office ที่เราทำงานอยู่) ---> ใครจะ MITM เราได้
2.2 ที่ไม่ใช่ที่ทำงาน เช่น ที่บ้าน ร้านกาแฟ อื่นๆ --> ใครจะ MITM เราได้
และเราจะรู้ทันได้อย่างไร ?

ผมมีคำตอบให้ในตอนหน้า ครับ

เพื่อความแข็งแรงขึ้น และจะได้ลงลึกในรายละเอียดที่กล่าวในตอนหน้าต่อไป ให้กลับไปอ่านเรื่องมุมมองภัยคุกคามจาก
http://nontawattalk.blogspot.com/2009/04/blog-post.html
และ http://nontawattalk.blogspot.com/2009/10/3-in-3-out.html
และ บทความภัยคุกคามตาม Layer ทั้ง 7
http://nontawattalk.blogspot.com/2009/08/layer-7.html
http://nontawattalk.blogspot.com/2009/09/layer-7-2.html
http://nontawattalk.blogspot.com/2009/09/layer-7-3.html

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman
07/02/53