Pages

วันเสาร์, กรกฎาคม 20

"รู้เขา รู้เรา" ใครโจมตีเรา และเราโจมตีใคร

เราเคยเสนอระบบเพื่อให้รู้ทันภัยคุกคามจากการโจมตีบนโลกไซเบอร์ให้กับรัฐบาลไทย เพื่อให้ภาพรวมการโจมตีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อการป้องกันภัยอย่างยั้งยืน แต่ด้วยว่าเป็นเรื่องที่อธิบายลำบากเนื่องด้วยเป็นภาษาทางเทคนิคจึงทำให้โครงการยังไม่เกิดเป็นชิ้นเป็นอัน  ด้วยความฝันส่วนตัวของกลุ่มเราจึงอยากทำระบบดังกล่าวให้เป็นความจริงโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะให้ทำ เงินลงทุนมาจากไหน ? หรือระบบนี้จะเป็นว่าต้องการหรือไม่ก็ตาม เราได้ดำเนินการด้วยเงินทุนตัวเองสร้างระบบขึ้นมาจนเราได้เก็บเกี่ยวข้อมูลได้ระดับหนึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ  และเป็นพื้นฐานที่ดีในการจะ "รู้เขา รู้เรา" หากนำไปใช้จริงจะช่วยลดปริมาณข้อมูลจราจร (Data Traffic) ที่เป็นภัยคุกคามไม่ว่าเป็นภัยทางอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่แฝงมากับการสร้างบอทเน็ต การหลอกลวง การแฮก การขโมยข้อมูลเป็นต้น จะทำให้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีความมั่นคงปลอดภัยขึ้นโดยเฉพาะประชาชนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไปในประเทศไทย ที่อาจมีความรู้ทางด้านเทคนิคการป้องกันตัวและเป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคในการป้องกันตัวจะได้รับประโยชน์กับการใช้งานอย่างปลอดภัยขึ้น

ในอดีตจนถึงปัจจุบันเรายังไม่เคยมีการจัดทำข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้ทราบถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เหตุผลหนึ่งที่เกิดการจัดทำระบบ SRAN [in] block นี้ขึ้นก็มาจากคำพูดที่กล่าวว่า “รู้เขา รู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” มาใช้ในการประเมินสถานการณ์ด้านภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์สำหรับประเทศไทยเรา พบว่าเรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการประเมินได้เลย เราแทบไม่รู้ว่า เราไปโจมตีใครบ้างในโลกไซเบอร์ และ มีใครโจมตีเราบ้างในโลกไซเบอร์ ซึ่งวิธีการทำให้รู้เขารู้เรานั้นจำเป็นต้องมีการจัดทำระบบและข้อมูลในเชิงรุกขึ้น 

เมื่อเปรียบเทียบการโจมตีที่เกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์นั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ได้แก่

(1)  Client Compromise คือ เครื่องลูกข่ายที่ถูกควบคุมจากแฮกเกอร์ไม่ว่าเป็นการถูกทำให้ติดเชื้อหรือการถูกทำการใดการหนึ่งที่มีผู้ควบคุมจากทางไกล ซึ่งเครื่องลูกข่ายที่กล่าวถึงนั้น ได้แก่ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ตามบ้าน, คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสำนักงาน หรือเครื่องทำงานของพนักงาน , โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ซึ่ง Client Compromise หากจัดทำข้อมูลขึ้นและระบุประเทศไทยได้ก็จะทำให้ทราบถึงการรู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศเราไปโจมตีที่ใดอยู่บ้าง ตัวอย่างเครื่อง Client ที่ถูก Compromise จากการจัดทำข้อมูลจากทีมงาน SRAN ผ่านเทคโนโลยี Honey pot สามารถดูได้ที่ http://www.sran.org/attack จะทำให้เห็นภาพรวมเครื่องลูกข่ายที่ติดเชื้อและพยายามโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังที่ต่างๆทั่วโลก ซึ่งบางเครื่องมาจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) ตามบ้านที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งเครื่องมือถือที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านโครงข่ายมือถือ 2G และ 3G เป็นต้น 


ภาพที่ 1 ข้อมูลใน www.sran.net/attack แสดงข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยที่พยายามโจมตีบนโลกไซเบอร์ ซึ่งการโจมตีที่พบนั้นอาจจะโจมตีทั้งในและต่างประเทศ โดยที่เครื่องเหล่านี้ไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นนักโจมตีระบบไปเสียแล้ว และเมื่อเราระบุแหล่งที่มาของค่าไอพีแอดเดรสลงบนแผนที่สารสนเทศ (GeoIP) แล้วจะพบว่าคอมพิวเตอร์เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทยเป็นนักโจมตีระบบทั้งสิ้น

ภาพที่ 2 การแสดงข้อมูลเฉพาะประเทศไทยในวันที่ 20 กรกฏาคม 2556 เวลา 19:20 พบว่าส่วนใหญ่เครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยที่โจมตีระบบที่อื่ๆ ทั่วโลกจะโจมตีบริการ SSH มากที่สุด 

ภาพที่ 3 ตัวอย่างการแสดงผลเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยที่กลายเป็นนักโจมตีระบบทั้งที่ตนเองอาจไม่รู้ตัว ซึ่งหากตรวจสอบดูแล้วส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานตามบ้าน / ผู้ใช้งานมือถือ มีทั้งการติดเชื้อเป็นบอทเน็ต และเป็นนักโจมตีรหัสผ่าน (Brute force password) รวมทั้งการส่งข้อมูลขยะ (Spam)

***** สรุปในข้อ 1 คือเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ไปโจมตี ชาวบ้าน (ทั้งในประเทศและต่างประเทศ) ตกเป็นเหยื่อ โดยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว

(2) Server Compromise คือ เครื่องแม่ข่ายที่ถูกควบคุมจากแฮกเกอร์ ไม่ว่าเป็นการถูกทำให้ติดเชื้อหรือการถูกทำการใดการหนึ่งที่มีผู้ควบคุมจากทางไกลได้ ซึ่งเครื่องแม่ข่ายที่กล่าวถึงนั้นมักจะเป็นเครื่องที่ออนไลน์ตลอดเวลา 24x7 ได้แก่ เว็บเซิร์ฟเวอร์ , เมล์เซิร์ฟเวอร์ , ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ และเครื่องแม่ข่ายอื่นๆ ที่ค่าไอพีแอดเดรส หรือ โดเมนแนม สาธารณะที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ส่วนนี้เป็นการรู้เขา ใครโจมตีเราที่ไหนบ้าง หน่วยงานไหนบ้าง ตัวอย่างเครื่อง Server ที่ถูก Compromise เฉพาะในประเทศไทย ที่ทีมงาน SRAN ได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาพบว่า



ภาพที่ 4 สถิติภาพรวมการตรวจจับการถูกที่อื่นโจมตีที่เกิดขึ้นกับเครื่องแม่ข่าย (Server) ในประเทศไทย ซึ่งภาพนี้เป็นการแสดงข้อมูลเครื่องแม่ข่ายในประเทศไทยที่ถูกโจมตี ทั้งถูกแฮกเว็บไซต์ (Web Attack) , การยึดเครื่องเพื่อสร้างเป็นเครื่องหลอกลวงข้อมูล (Phishing) และ เครื่องแม่ข่ายที่ติดเชื้อมัลแวร์ (Malware)   รวมถึงสถิติช่องโหว่ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เปิดบริการ Proxy เพื่อการอำพรางไอพีแอดเดรส เป็นต้น ข้อมูลที่แสดงจากวันที่ 19 กรกฏาคม 2556  ด้านล่างเป็นจำนวนสถิติผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเรียงตามตัวเลขการถูกโจมตี ซึ่งจะพบว่า ASN หมายเลข 9931 ของ CAT Telecom ถูกโจมตีมากที่สุดถึง 5,284 ครั้ง เฉพาะการถูกแฮกหรือเปลี่ยนหน้าเว็บเพจ (Web Attack)

ภาพที่ 5 การค้นพบเครื่องแม่ข่ายในประเทศไทย ที่ถูกแฮก และเปลี่ยนหน้าเว็บเพจ

ภาพที่ 6 การค้นพบเครื่องแม่ข่ายในประเทศไทย ที่ถูกสร้างเป็นเว็บไซต์หลอกลวง (Phishing) 

ภาพที่ 7 การค้นพบเครื่องแม่ข่ายในประเทศไทย ที่ติดเชื้อมัลแวร์ (Malware) ซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้ใช้งานที่เปิดหน้าเพจนั้นๆ

ซึ่งทั้งหมด สามารถดูรายประเภทได้ที่ http://www.sran.net/statistic?q= ซึ่งจากข้อมูลพบว่าประเทศไทยของเรานั้นประสบปัญหาการที่เครื่องแม่ข่ายถูกควบคุมจากแฮกเกอร์ ไม่ว่าเป็นการถูกทำให้ติดเชื้อหรือถูกทำการใดการหนึ่งที่ทำให้สามารถควบคุมระยะไกลได้เป็นจำนวนมาก จากสถิติในเว็บไซต์ www.sran.net/reports เมื่อพิจารณาย้อนหลังไป 3 ปี คือปี พ.ศ. 2554 – มิถุนายน 2556 (ค.ศ. 2011 – 2013) พบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยที่ทั้งติดเชื้อมัลแวร์ (Malware) , การถูกโจมตีเว็บไซต์จากแฮกเกอร์ (Web Attack) และการตกเป็นเครื่องในการเผยแพร่ข้อมูลหลอกลวง (Phishing) ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแม่ข่าย (Server)


ภาพที่ 8 สถิติการถูกโจมตีตั้งแต่ปี ค.ศ 2011 - 2013 (ปัจจุบัน) ตามประเภทเครื่องแม่ข่ายที่ถูกโจมตีทั้งการถูกแฮก การตกเป็นเครื่องหลอกลวง และการติดเชื้อ




ภาพที่ 9 เมื่อมีการแบ่งประเภทตามหน่วยงานที่มีเครื่องแม่ข่ายที่ตกเป็นฐานในการโจมตีก็พบว่าหน่วยงาน ปี 2011 ภาครัฐบาลถูกโจมตีมากที่สุด ปี 2012 ภาครัฐบาลถูกโจมตีมากที่สุด
ปี 2013 ประเภทเอกชน (Commercial) ถูกโจมตีมากที่สุด รองลงมาคือภาคการศึกษา (Academic) เป็นต้น

จากข้อมูลย้อนหลัง 2 ปีกับอีก 6 เดือนพบว่าแนวโน้มการที่เครื่องแม่ข่าย (Server) ในประเทศไทยจะติดเชื้อมัลแวร์และการตกเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลหลอกลวง (Phishing) มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้มีการแพร่กระจายไวรัสและข้อมูลหลอกลวงไปสู่ประชาชนมีค่อนข้างสูง เพราะจากสถิติในปีล่าสุดพบว่ามีเครื่องแม่ข่าย (Server) ที่ติดเชื้อไปแล้ว 10,652 ครั้ง ซึ่งปริมาณมากกว่าสิ้นปี 2555 และ 2554 เสียอีก ดังนั้นจึงเป็นที่มาของภารกิจในการ ”ลดความเสี่ยง” และประหยัดงบประมาณ สำหรับเครื่องแม่ข่ายที่ยังขาดระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลไม่ให้ตกเป็นเป้าในการโจมตีของแฮกเกอร์และการติดเชื้อมัลแวร์จากการใช้งานอินเทอร์เน็ต นั้นทีมงาน SRAN พัฒนาได้คิดค้นเทคนิควิธีที่ช่วยในการลดความเสี่ยงต่อภัยอันตรายต่างๆ ด้วยการนำข้อมูลจราจรที่ผ่านการใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์ผ่านมาช่องดีเอ็นเอสผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่ทางทีมงาน SRAN ได้จัดทำขึ้น และช่วยป้องกันภัยคุกคามผ่านการเฝ้าระวังภัยและการป้องกันภัยแบบรวมศูนย์ ซึ่งจะทำให้เรารู้ทันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับตนเองและป้องกันภัยได้แบบ Real Time เพื่อลดความเสี่ยงอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อไป


วันพุธ, มิถุนายน 19

การป้องกันเว็บไซต์ผ่านระบบ SRAN IN Block

SRAN iBlock เป็นบริการหนึ่งของบริษัทโกลบอลเทคโนโลยี อินทรีเกรดเทค (www.gbtech.co.th) จัดทำขึ้นมาเพื่อวัถตุประสงค์ป้องกันเว็บไซต์ในประเทศไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ อีกทั้งเสริมประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ที่ใช้บริการมีการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ด้วยนิยามที่ว่า “Fast and Secure” โดยการให้บริการผ่านระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) โดยผู้ใช้งานไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ต้องเปลี่ยนค่าโค้ดของเว็บไซต์ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนค่าดีเอ็นเอส (DNS) ในเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เว็บไซต์ของหน่วยงานท่านก็จะมีความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลมากขึ้น หลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่เข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณในการลงทุนป้องกันภัย
ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายอัจฉริยะที่ทางทีมงาน SRAN ได้พัฒนาขึ้นจะทำให้เว็บไซต์ที่ใช้บริการ iBlock สามารถหยุดยั้งภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากการโจมตีผ่านช่องทางเว็บแอฟลิเคชั่น (Web Application hacking) ไม่ว่าเป็นการโจมตีที่พยายามเข้าถึงระบบฐานข้อมูล , การโจมตี DDoS/DoS และอื่นๆ รวมมากกว่า 1,000 รูปแบบการโจมตี รวมถึงมีการให้บริการเสริมเพื่อทำการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลด้วยชุดไอพีแอดเดรสแบบอำพรางตนเอง (Tor Network)  ซึ่งทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานมีความปลอดภัยจากนักโจมตีระบบมากขึ้น 


ภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของ IN Block Services
ขั้นตอนที่ 1 ก่อนใช้บริการ SRAN IN Block เว็บไซต์ทั่วไปได้ถูกออกแบบมาให้มีการติดต่อสื่อสารแบบ Client – Server กล่าวคือมีการติดต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วเข้าเยี่ยมชมเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้โดยตรง  เมื่อมีการจดทะเบียนชื่อโดเมนแนม และค่าไอพีแอดเดรสที่ได้จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP : Internet Services Provider) ซึ่งเป็นการติดต่อสื่อสารเว็บไซต์ทั่วไปโดยผู้ใช้งานจะสามารถเรียกข้อมูลได้โดยตรงโดยที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ใช้งานดังกล่าวติดเชื้อหรือมีลักษณะถึงการโจมตีเว็บไซต์ เจาะระบบข้อมูล ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ช่วยในการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น ต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการป้องกันโดยนำเอาอุปกรณ์ป้องกันหรือเรียกว่า Web Application Firewall ที่เป็นฮาร์ดแวร์ Appliance มาติดตั้งอยู่หน้าเว็บไซต์ซึ่งกรณีนี้จะทำให้ผู้ใช้งานต้องลงทุนในการติดตั้งและซื้ออุปกรณ์มาป้องกันภัยด้วยงบประมาณสูง เป็นเหตุผลให้เกิดบริการ SRAN IN Block ขึ้นมาเพื่อให้เว็บไซต์มีความปลอดภัยและเข้าถึงข้อมูลรวดเร็ว อีกทั้งประหยัดงบประมาณไม่ต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อใช้บริการ SRAN IN Block ผู้ให้บริการเว็บไซต์ต้องทำการเปลี่ยนค่า DNS ในเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ เพื่อชี้ค่าไปที่ SRAN IN Block Center ซึ่งจัดทำบนระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เมื่อมีการอัพเดทค่า DNS ใหม่ ผู้ใช้งานทั่วไปเมื่อเปิดหน้าเว็บเพจที่ใช้บริการ SRAN IN Block ก็จะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างปกติ แต่เพิ่มการป้องกันภัยและมีความรวดเร็วขึ้น “Fast and Secure”

ขั้นตอนที่ 3 ด้วยคุณสมบัติในการป้องกันการโจมตีระบบ (Web Application Firewall) , การอำพรางค่าไอพีแอดเดรสเพื่อวัตถุประสงค์โจมตีเว็บไซต์ ก็จะไม่สามารถทำได้โดยสะดวก ด้วยเทคโนโลยี SRAN IN Block จะทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อเว็บไซต์หน่วยงานของท่านได้ และมีการจัดเก็บค่า Log File เพื่อให้สอดคล้องกับกับกฎหมายในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย


วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 23

ตามล่ามัลแวร์ iframe injection เว็บไซต์ในไทย

ตรวจมัลแวร์ Redkit exploit kit iframe injection
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบเหตุการณ์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ที่ http://www.cru.ac.th/cru_web/
ตรวจสอบจากเครือข่ายแม่ข่าย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Nmap scan report for 110.77.220.122
Host is up (0.31s latency).
Not shown: 992 filtered ports
PORT    STATE  SERVICE  VERSION
20/tcp  closed ftp-data
21/tcp  open   ftp      vsftpd (before 2.0.8) or WU-FTPD
|_banner: 220 Welcome to CRU FTP services.
22/tcp  open   ssh      OpenSSH 4.3 (protocol 2.0)
|_banner: SSH-2.0-OpenSSH_4.3
25/tcp  closed smtp
80/tcp  open   http     Apache httpd 2.2.3 ((CentOS))
| http-headers: 
|   Date: Tue, 23 Jul 2013 06:40:32 GMT
|   Server: Apache/2.2.3 (CentOS)
|   Last-Modified: Wed, 10 Jul 2013 07:45:56 GMT
|   ETag: "1426800c-1556e-4e12377bfb500"
|   Accept-Ranges: bytes
|   Content-Length: 87406
|   Connection: close
|   Content-Type: text/html
|   
|_  (Request type: GET)
| http-title: xE0xB9x82xE0xB8xA3xE0xB8x87xE0xB9x80xE0xB8xA3xE0xB8xB5xE0xB8xA2xE0xB8x99xE0xB8x8AxE0xB8xA5xE0xB8xA3xE0xB8xB2xE0xB8xA9xE0xB8x8FxE0xB8xA3xE0xB8xADxE0xB8xB3xE0xB8xA3xE0xB8xB8xE0xB8x87 xE0...
|_Requested resource was http://110.77.220.122/cru_web/
110/tcp closed pop3
143/tcp closed imap
443/tcp open   ssl/http Apache httpd 2.2.3 ((CentOS))
| http-headers: 
|_  (Request type: GET)
| ssl-cert: Subject: commonName=Chon1/organizationName=Chonradsadornumrung School/stateOrProvinceName=Chonburi/countryName=TH/emailAddress=cru_school@hotmail.com/localityName=Chonburi/organizationalUnitName=Chonchai
| Issuer: commonName=Chon1/organizationName=Chonradsadornumrung School/stateOrProvinceName=Chonburi/countryName=TH/emailAddress=cru_school@hotmail.com/localityName=Chonburi/organizationalUnitName=Chonchai
| Public Key type: rsa
| Public Key bits: 1024
| Not valid before: 2012-05-14T14:37:18+00:00
| Not valid after:  2032-05-09T14:37:18+00:00
| MD5:   394a 5a16 1dfb f58a 3705 69dc 47a5 4908
| SHA-1: 57c1 542d 00cd 6554 b04d 3d54 13ff bec0 d3fd d194
| -----BEGIN CERTIFICATE-----
| MIICvTCCAiYCCQDdu+DGElp74DANBgkqhkiG9w0BAQUFADCBojELMAkGA1UEBhMC
| VEgxETAPBgNVBAgTCENob25idXJpMREwDwYDVQQHEwhDaG9uYnVyaTEjMCEGA1UE
| ChMaQ2hvbnJhZHNhZG9ybnVtcnVuZyBTY2hvb2wxETAPBgNVBAsTCENob25jaGFp
| MQ4wDAYDVQQDEwVDaG9uMTElMCMGCSqGSIb3DQEJARYWY3J1X3NjaG9vbEBob3Rt
| YWlsLmNvbTAeFw0xMjA1MTQxNDM3MThaFw0zMjA1MDkxNDM3MThaMIGiMQswCQYD
| VQQGEwJUSDERMA8GA1UECBMIQ2hvbmJ1cmkxETAPBgNVBAcTCENob25idXJpMSMw
| IQYDVQQKExpDaG9ucmFkc2Fkb3JudW1ydW5nIFNjaG9vbDERMA8GA1UECxMIQ2hv
| bmNoYWkxDjAMBgNVBAMTBUNob24xMSUwIwYJKoZIhvcNAQkBFhZjcnVfc2Nob29s
| QGhvdG1haWwuY29tMIGfMA0GCSqGSIb3DQEBAQUAA4GNADCBiQKBgQDUNiDSmaZ3
| neIoKKaDubNIT3tKHx8y84L7bfs+xC319iNtgHFv/DsnaQS4tjPVrI3jorK8FDzV
| K9n5TNLIEarayHft7HOzToerNcwYshrArb8qpXrRD7SJoHfmMH5z+CE9TqFQEh22
| fDssKN0+/mA2/GMsxX7P1D5VbAm+BdM95QIDAQABMA0GCSqGSIb3DQEBBQUAA4GB
| AG051xp8Q6hvcW+IhJRXAanVKtod7TXG4ZVQ0Elx8AxsnGdk4rD0mvPXE7vWf7bG
| onvP8eBQKv4SvHLDzee9qxRxwcZAGXsI80TagIG0ekI4q03Nk3RiaycWDgP7kR48
| BOhMR+pMi8RQfZTdjBK14GOD/wgpBVlA2ycvg+87ZOwg
|_-----END CERTIFICATE-----
Aggressive OS guesses: Linux 2.6.18 (92%), Linux 2.6.32 (92%), FreeBSD 6.2-RELEASE (91%), Linux 2.6.9 - 2.6.18 (91%), Cisco UC320W PBX (Linux 2.6) (90%), Linux 2.6.9 (90%), Linux 2.6.22.1-32.fc6 (x86, SMP) (89%), Linux 2.6.5 (89%), Linux 2.6.11 (89%), Linux 2.6.28 (89%)
No exact OS matches for host (test conditions non-ideal).
Service Info: Host: CRU

Host script results:
| asn-query: 
| BGP: 110.77.220.0/24 and 110.77.208.0/20 | Country: TH
|   Origin AS: 131090 - CAT-IDC-4BYTENET-AS-AP CAT TELECOM Public Company Ltd,CAT
|_    Peer AS: 4651
| dns-blacklist: 
|   SPAM
|_    l2.apews.org - SPAM
| hostmap-ip2hosts: 
|   hosts: 
|     cru.ac.th
|_    www.cru.ac.th

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
การเชื่อมโยง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบสิ่งผิดปกติ
ที่เกิดจาก iframe ซ่อนโดแมนมัลแวร์ในเว็บ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 width="210" height="210" src="source/swf/clock.swf" quality="high"
pluginspage="http://www.adobe.com/shockwave/download/download.cgi?P1_Prod_Version=ShockwaveFlash"
type="application/x-shockwave-flash">


width="864" height="354" src="source/swf/banner.swf" quality="high"
pluginspage="http://www.adobe.com/shockwave/download/download.cgi?P1_Prod_Version=ShockwaveFlash"
type="application/x-shockwave-flash">


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตรวจการเรียกข้อมูล
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
URLStatusContent Type
http://www.cru.ac.th/302text/html
 http://www.cru.ac.th/cru_web/200text/html
 http://www.cru.ac.th/cru_web/js/jquery.js200application/x-javascript
 http://mybodybuildingjourney.com/oeef.html?j=3267321301text/html
 http://mikeborge.com/oeef.html?j=3267321200text/html
 http://mikeborge.com/0o4.jar200application/zip
 about:blank200text/html
 http://www.cru.ac.th/cru_web/js/easySlider1.7.js200application/x-javascript
 http://www.cru.ac.th/cru_web/Scripts/AC_RunActiveContent.js200application/x-javascript
 http://www.cru.ac.th/cru_web/source/swf/banner.swf200application/x-shockwave-flash
 http://www.cru.ac.th/cru_web/source/swf/clock.swf200application/x-shockwave-flash
 http://artisticgenepool.com/oaaf.html?j=3267321301text/html
 http://mikeborge.com/oaaf.html?j=3267321404empty
 http://mybodybuildingjourney.com/oeef.html?i=3267321301text/html
 http://mikeborge.com/oeef.html?i=3267321404empty
 http://www.cru.ac.th/cru_web/css/mainMenu.css200text/css
 http://www.cru.ac.th/cru_web/css/screen.css404text/html
 http://www.cru.ac.th/cru_web/css/topMenu.css200text/css
 http://www.cru.ac.th/cru_web/css/personMenu.css404text/html
Redirects
FromTo
http://www.cru.ac.th/http://www.cru.ac.th/cru_web/
http://mybodybuildingjourney.com/oeef.html?j=3267321http://mikeborge.com/oeef.html?j=3267321
http://artisticgenepool.com/oaaf.html?j=3267321http://mikeborge.com/oaaf.html?j=3267321
http://mybodybuildingjourney.com/oeef.html?i=3267321http://mikeborge.com/oeef.html?i=3267321
ActiveX controls
  • D27CDB6E-AE6D-11CF-96B8-444553540000
    NameValue
    Attributesmovie
    source/swf/clock.swf
    jQuery1366577423256
    147.0
    1022.0
    quality
    high
  • =================================
  • ตรวจ HTTP
  • =================================
  • โหลด HTTP Capture แบบ Proxy Request จะเห็นการติดต่อไปที่ เว็บมัลแวร์ mybodybuildingjourney.com

==============================================================
ตรวจ Whois
==============================================================
Domain name: mybodybuildingjourney.com
Registrant Contact:
Pete81
Petri Olsson ()
Fax:
Saarenvainionkatu 15 D 57
Tampere, FIN 33710
FI
Administrative Contact:
Pete81
Petri Olsson (holaluna81@yahoo.com)
+358.405079703
Fax: +1.5555555555
Saarenvainionkatu 15 D 57
Tampere, FIN 33710
FI
Technical Contact:
Pete81
Petri Olsson (holaluna81@yahoo.com)
+358.405079703
Fax: +1.5555555555
Saarenvainionkatu 15 D 57
Tampere, FIN 33710
FI
Status: Locked
Name Servers:
ns3321.hostgator.com
ns3322.hostgator.com
Creation date: 15 Oct 2009 16:41:05
Expiration date: 15 Oct 2013 16:41:05



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Link 
https://www.virustotal.com/th/url/e23ec6b60262684212b39c1751a04d5fe8c573beb91826b30c50684c257ee39f/analysis/
http://wepawet.iseclab.org/view.php?hash=66100e0d535a4c1119acb647613b4b70&t=1366577405&type=js
http://urlquery.net/report.php?id=2104305
http://checkip.me/whomap.php?domain=mybodybuildingjourney.com

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 28

การป้องกันข้อมูลส่วนตัวกับ UNtracked อินเทอร์เน็ตล่องหน

อุปกรณ์ป้องกันข้อมูลและการสอดแนมทางอินเทอร์เน็ต UN-Tracked
จุดกำเนิดของการทำ UN-Tracked ขึ้นก็ตอนที่นายเอ็ดเวิร์ด โจเซฟ สโนว์เดน อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรอง ชาวอเมริกัน ซึ่งได้ปล่อยข่าวรายละเอียดของการสอดแนมข้อมูลจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ของสหรัฐ ให้กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ว่าทาง NSA ได้มีการดักฟังรายการทางอินเทอร์เน็ตของผู้นำรวมถึงประชาชนทั่วโลกจากเนื้อหาข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทใหญ่ชั้นนำของโลกไม่ว่าเป็น Google , Microsoft , Facebook , Yahoo , Youtube เป็นต้น 

อีกทั้งการรุดหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารและการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตอาจมีการดักรับข้อมูล (Sniffing) ทั้งในองค์กร ผ่านระบบ LAN และ Wireless LAN หรือ Wi-Fi และนอกองค์กรจากฝั่งผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอาจใช้เครื่องมือ (Tools) ที่สามารถอ่านวิเคราะห์เนื้อหาของข้อมูล (Payload) จากการรับ-ส่งข้อมูลผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตได้  ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่สะดวกในการใช้งาน

คุณสมบัติ

1. เป็นอุปกรณ์ที่เข้ารหัสเส้นทางในการติดต่อสื่อสาร (Encryption Routing)
2. ป้องกันการดักฟังผ่านโครงข่ายภายในและอินเทอร์เน็ต (Anti Sniffer)
3. ป้องกันการตรวจตาม่ร่องรอยค่าไอพีแอดเดรสจาก Log file ของระบบ (Don't Tracking)
ด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 รวมเรียก "UN Tracked" Defend Privacy Data and against Internet Surveillance

สิ่งที่ได้รับจากการใช้ "UN Tracked"
1. เมื่อใช้อุปกรณ์ UN-Tracked คุณจะปลอดภัยจากการดักข้อมูลไม่ว่าเป็นการดักข้อมูลจากเครือข่ายภายในองค์กร  เครือข่ายสาธารณะแบบไร้สาย  รวมถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้รับการให้ค่าไอพีแอดเดรส (Public IP) จากผู้ให้บริการ (ISP : Internet Services Provider)
2. มีความมั่นใจในการใช้ทุก Application บนสมาร์ทโฟนว่าจะมีการดักอ่านข้อมูลกลางทาง (MITM : Man In The Middle attack) ไม่ว่าเป็นการใช้งาน Browser IE , Chrome , Firefox , โปรแกรม Chat LINE , Whatapps MSN และการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้แก่  Facebook , Twitter , Instargram , youtube  เป็นต้น
3. Log file ที่ปรากฏในเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์บริการอื่นๆ ที่เราเข้าไปใช้บริการจะไม่สามารถตรวจหาค่าไอพีแอดเดรสที่แท้จริงของเราได้
4. ป้องกันภัยจากโปรแกรมสคิปเพื่อติดตามตัวตนจากเราจากการเปิดบราวเซอร์ ประเภทพวก Java Script , ajax (เช่นพวก Web Analytic , Web Stats เป็นต้น หรือเป็นการป้องกันประเภท malicious exploit จากฝั่ง Server ที่ต้องการติดตามร่องรอยค่าไอพีแอดเดรสจากเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมเสริมใดๆ ก็สามารถป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้จากการใช้ UN-Tracked

จัดเป็นฮาร์ดแวร์ที่พร้อมใช้งานและสะดวกในการติดตั้งขนาดกะทัดลัดและสามารถรองรับการใช้งานได้หลายๆเครื่อง Client พร้อมกัน

ภาพที่ 1 UN-Tracked Hardware ขนาดเท่าของจริง

ภาพที่ 2 การติดตั้ง UN Tracked บนเครื่อข่าย
การติดตั้ง UN Tracked สามารถติดตั้งได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน การติดตั้งเหมือนกันคือฮาร์ดแวร์ UN-Tracked จะมีการ์ดแลน 10/100/1000 จำนวน 4 Port   ประกอบด้วย
Port ที่ 1 ETH0  ติดตั้งไปกับ Router  หรือ Switch  เพื่อรับค่า DHCP จาก Gateway ได้ส่วน Port 3 , 4 คือ ETH2, ETH3  สามารถติดตั้งรับ VLAN หากเป็นระบบเครือข่ายขนาดกลางและใหญ่  
ส่วน ETH1 ใช้สำหรับ UN-Tracked Interface  เพื่อใช้อำพรางตัวตนเพื่อป้องกันการดักฟังทุกกรณีและมีการเข้ารหัสบนเส้นทางการติดต่อสื่อสาร


 ภาพที่ 3 คุณสมบัติฮาร์ดแวร์ของ UN-Tracked ด้วยรุ่นที่ทำขึ้นสามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันได้ถึง 50 เครื่อง

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 14

ความปลอดภัยบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ควรเอาใจใส่

การถูกเจาะระบบความปลอดภัยของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นหรือได้ยินบ่อยครั้งแล้วในสมัยนี้ ผลรายงานความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ทั่วโลกของSpiderLabsในปี 2012ได้ระบุว่า กว่า 20% ของเหตุภัยที่เกิดขึ้นนั้นมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเกี่ยวข้องด้วย โดยมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 9%ซึ่งเกือบ40% ของเหตุภัยดังกล่าวเกิดขึ้นในทวีป Asia-Pacificโดยเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากทั่วโลกเหล่านี้มีแรงจูงใจเพื่อการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตเป็นเสียส่วนใหญ่
เพื่อเป็นการเสริมการป้องกันต่อการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังระบบอีคอมเมิร์ซ, เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจข้อเท็จจริงของความปลอดภัยในระบบอีคอมคอมเมิร์ซให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ และจากประสพการณ์ของพวกเราที่ผ่านมานั้น โดยทั่วไปแล้วการรับชำระค่าสินค้าและบริการส่วนมากบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีสามวิธีดังนี้
การจัดเก็บข้อมูลและดาวน์โหลด
วิธีการนี้เป็นวิธีการที่มักใช้โดยกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการนำระบบร้านค้าออนไลน์เข้ามาเสริมกับร้านค้าจริง ซึ่งร้านเหล่านี้จะมีเครื่องมือรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตแล้ว ดังนั้นเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ผู้ประกอบการจะทำการดำเนินการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าลงในเครื่องเพื่อชำระเงินทีละรายการด้วยตนเอง
ผลลัพท์จากวิธีการดังกล่าว ส่งผลให้ข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าถูกจัดเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง โดยมากมักเป็นบนเว็บเซิฟเวอร์
ชำระผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์ของผู้ให้บริการ
กลุ่มผู้ประกอบการรายที่ใหญ่ขึ้นมามีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้วิธีการนี้ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่ามันช่วยให้การรับชำระเงินเป็นไปได้ไม่ติดขัด และยังช่วยตรวจสอบสถานะบัตรเครดิต ณ เวลานั้นๆด้วย ซึ่งเมื่อลูกค้าให้ข้อมูลบัตรเครดิตแก่เว็บไซต์ของผู้ประกอบการแล้วในระหว่างขั้นตอนการคิดราคารวมสินค้าทั้งหมด ระบบจะทำการส่งข้อมูลเหล่านั้นไปยังเกตเวย์ของผู้ให้บริการบัตรเครดิตโดยตรงเพื่อตรวจสอบสถานะ ทำให้ข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไม่ถูกเก็บลงในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ประกอบการ และช่วยให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องถูกระบบเปลี่ยนหน้าเพจไปยังเว็บไซต์อื่นๆเพื่อชำระเงิน
ชำระผ่านเกตเวย์ของผู้ให้บริการโดยตรง
จุดมุ่งหมายของวิธีการนี้คือ เพื่อยืนยันให้ชัดเจนว่าข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าจะไม่มีปรากฎในเว็บไซต์ของร้านค้าเลย โดยเมื่อลูกค้าได้เข้าสู่ขั้นตอนการคิดยอดค่าชำระแล้ว ลูกค้าจะถูกนำไปยังระบบของผู้ให้บริการ เพื่อให้ข้อมูลบัตรเครดิตและหักเงินจากยอดชำระของรายการสั่งซื้อ
วิธีการชำระผ่านเกตเวย์โดยตรง และผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์นั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก เว้นแต่ช่องแบบฟอร์มที่ลูกค้าจะต้องทำการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระเงินนั้นมาจากคนละเว็บไซต์ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังผู้ให้บริการโดยตรงหากเป็นวิธีการชำระผ่านเกตเวย์โดยตรงในขณะที่การชำระผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์ ข้อมูลจะถูกส่งไปที่เว็บไซต์ของร้านค้าก่อนที่จะถูกนำไปส่งที่ผู้ให้บริการโดยอัตโนมัติอีกทอดหนึ่ง
ในบางสภาวะนั้นทั้งสามวิธีการดังกล่าว สามารถตกเป็นเป้าจากการโจมตีในรูปแบบเหล่านี้ได้:
  1. ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ –แฮคเกอร์ใช้การค้นหาตำแหน่งของไฟล์ที่มีการบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตไว้ และคัดลอกเอาออกมา มักเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่เลือกใช้วิธีการ “จัดเก็บข้อมูลและดาวน์โหลด” และในบางครั้งเองก็อาจเกิดกับวิธีการ “ชำระผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์ของผู้ให้บริการ” ได้ด้วยหากผู้ประกอบการเกิดความเผลอเรอ
  2. ช่วงระหว่างการรอส่งข้อมูลให้ผู้บริการ–เนื่องจากวิธีการชำระผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์นั้นจะไม่มีข้อมูลบัตรเครดิตถูกเก็บไว้ในระบบของร้านค้าเลย ดังนั้นแฮคเกอร์จึงต้องทำการดักจับข้อมูลในช่วงระหว่างที่เว็บไซต์ร้านค้ากำลังเตรียมนำข้อมูลบัตรเครดิตที่ลูกค้ากรอกลงในแบบฟอร์มชำระเงิน ส่งให้กับผู้ให้บริการ การดักจับข้อมูลจะกระทำโดยการบันทึกข้อมูลทุกรายการที่มีการระบุให้ส่งไปที่ผู้ให้บริการลงในไฟล์เพื่อที่จะได้ดาวน์โหลดหรืออีเมล์ออกมาดูได้
  3. เหยื่อล่อ และการสับเปลี่ยน–ในขณะที่การใช้วิธีการชำระผ่านเกตเวย์ของผู้ให้บริการโดยตรงจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลลงไปได้มาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำให้เสี่ยงดังกล่าวหมดไปได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งข้อมูลบัตรเครดิตที่ลูกค้าได้ทำการกรอกลงไป
ตัวอย่างเช่น แฮคเกอร์อาจทำการแฮคเว็บไซต์ร้านค้าให้ทำการแสดงแบบฟอร์มกรอกข้อมูลปลอมแทนที่จะเป็นแบบฟอร์มจากผู้ให้บริการจริงๆ ซึ่งเมื่อมีการกรอกข้อมูลลงไปแล้ว ข้อมูลจะถูกสำเนาออกเป็นสองชุด โดยชุดแรกจะถูกส่งไปที่ผู้ให้บริการจริง ในขณะที่อีกชุดจะส่งไปให้แฮคเกอร์เอง ทำให้ลูกค้าและตัวผู้ประกอบการเองไม่สามารถรู้ตัวได้ว่าถูกขโมยข้อมูลแล้ว
หน้าที่ส่วนหนึ่งของผู้จัดทำบทความนี้คือการให้บริการตอบสนองกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น  ซึ่งต้องมีการสอบถามผู้ประกอบการที่ถูกขโมยข้อมูลบัตรเครดิตไป และมีจำนวนไม่น้อยที่ได้โต้แย้งว่าข้อมูลของพวกเขามีความปลอดภัย ไม่เกิดการรั่วไหลออกไปได้ ด้วยเหตุผลเหล่านี้:
  • ไม่เคยเก็บบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตไว้เลย
  • ข้อมูลบัตรเครดิตมีการเข้ารหัสไว้
  • มีการนำเอาระบบ SSLมาใช้ ดังนั้นเว็บไซต์ร้านค้าจึงปลอดภัย
  • ข้อมูลบัตรเครดิตมีความปลอดภัยเพราะได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI-DSS แล้ว
  • ร้านค้าเล็กๆไม่น่าจะตกเป็นเป้าของแฮคเกอร์ได้
ไม่เคยเก็บบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตไว้เลย
เมื่อผู้ประกอบการยกเหตุผลนี้ขึ้นมา นั่นหมายถึง “เราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตในระยะยาวเลย”เพราะผู้ประกอบการทุกคนต่างก็ทราบอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ทำรายการเก็บค่าชำระแล้วแต่การทำเช่นนั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการ “จัดเก็บข้อมูลและดาวน์โหลด” จะต้องมีการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ระยะเวลาหนึ่งก่อนที่ข้อมูลบัตรจะถูกนำไปใช้ชำระเงินทีละรายการ โดยภายหลังจากขั้นตอนนี้แล้วผู้ประกอบการจะทำการลบข้อมูลบัตรเครดิตออกจากระบบของพวกเขา
จากประสพการณ์ที่ทางผู้จัดทำบทความนี้ได้พบมานั้น น้อยครั้งนักที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกลบออกไปได้จนหมดสิ้น เพราะว่าผู้พัฒนาโปรแกรมรังเกียจการสูญหายของข้อมูล ดังนั้นโปรแกรมสำหรับการจัดการร้านค้าส่วนใหญ่จึงถูกปรับแต่งให้ทำการเปลี่ยนสถานะการรายการสั่งซื้อจากแจ้งความประสงค์ในการสั่งซื้อให้กลายเป็นสถานะถูกส่งสินค้าไปแล้ว และซ่อนข้อมูลอื่นๆของรายการสั่งซื้อ รวมไปถึงข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าไว้มากกว่าการลบออกไป นอกจากนี้ในบางโปรแกรมยังได้มีค่าการปรับแต่งเริ่มต้นให้ทำการสำรองข้อมูลทั้งหมดไว้ที่ฐานข้อมูลเป็นประจำอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงประเด็นข้างต้นที่กล่าวมา ช่วงเวลาดังกล่าวหากข้อมูลมีการจัดเก็บไว้ในระบบแม้แต่เพียงวินาทีเดียว ก็เป็นสิ่งเคลือบแคลงใจที่จะเกิดความเป็นไปได้ว่าข้อมูลจะถูกขโมยออกไปได้โดยแฮคเกอร์ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมีความเชื่อที่ผิดๆว่า แฮคเกอร์จะต้องทำการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ร้านค้าตลอดเวลา และขโมยข้อมูลบัตรเครดิตจากรายการสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามาเก็บไว้ทีละรายการ แต่จากประสพการณ์ของผู้จัดทำบทความได้พบว่าแฮคเกอร์เหล่านี้ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและลดเวลาในการปฏิบัติการ เช่นการใช้สคริปต์ควบคุมให้คอมพิวเตอร์ของพวกเขาตรวจสอบรายการสั่งซื้อเข้าใหม่จากเว็บไซต์ร้านค้าเป้าหมายได้ทุกๆ 5นาที
นอกจากนี้ยังเคยปรากฏการขโมยข้อมูลผ่านอินเทอร์เฟซของเกตเวย์ผู้ให้บริการอีกด้วย ในกรณีนี้มักเกิดจากข้อมูลในบัตรเครดิตถูกบันทึกไว้ในไฟล์ log โดยอุบัติเหตุ แม้ตัวผู้ประกอบการไม่ได้จงใจให้เกิดเหตุเช่นนั้น เช่น หน้าที่การบันทึกไฟล์ log ที่มาพร้อมกับโปรแกรมจัดการ, จากตัวระบบเอง, หรือการตั้งค่าติดตั้งที่มิได้รับการเปลี่ยนกลับครั้งเมื่อผู้ประกอบการทดสอบการติดตั้งโปรแกรมจัดการ
ข้อมูลบัตรเครดิตมีการเข้ารหัสไว้
หากผู้ประกอบการยกเหตุผลว่าข้อมูลบัตรเครดิตถูกเข้ารหัสไว้ คำถามที่เกิดขึ้นจะตามมานั้นคือ “เยี่ยมไปเลย –แต่พวกคุณทำอย่างไรถึงจะเห็นข้อมูลเหล่านั้นเวลาทำรายการคิดค่าชำระ?” คำตอบที่ได้รับนั้นมักระบุว่า ข้อมูลได้ถูกถอดรหัสเรียบร้อยปรากฏอยู่ที่หน้าจอให้แล้ว เมื่อเข้าไปทำรายการด้วยบัญชีที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันควรจะต้องเป็นเช่นนั้น, เพราะผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องนำข้อมูลบัตรเครดิตมาทำรายการด้วยตนเอง ดังนั้นโปรแกรมจัดการจึงต้องมีวิธีการบางอย่างเพื่อถอดรหัสไว้ด้วย
ถึงแม้ความเป็นไปได้ที่ข้อมูลบัตรเครดิตถูกเข้ารหัสไว้อย่างรัดกุม และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ในขณะที่ป้องกันมิให้แฮคเกอร์เห็นข้อมูลใดๆ (เช่น โปรแกรมจัดการซื้อขายของ LiteCommerceที่มีการเข้ารหัสแบบอสมมาตร ตามมาตรฐาน GPG)มากกว่า การเข้ารหัสด้วยกุญแจเพียงดอกเดียว แต่นั่นหมายถึงกระบวนการเข้ารหัสที่ด้วยกุญแจที่ถูกจัดเก็บไว้ในสถานที่เดียวกันและสามารถถูกเรียกใช้ได้ตลอดเวลาโดยเว็บแอพพลิเคชั่น
การเข้ารหัสประเภทดังกล่าวมักไม่มีผลต่อแฮคเกอร์ที่สามารถแฮคเข้าเว็บไซต์ของร้านค้าได้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อแฮคเกอร์พบว่าข้อมูลที่ตนเองต้องการได้ถูกเข้ารหัสไว้ พวกเขาจะมองหาวิธีการถอดรหัสข้อมูลโดยวิเคราะห์จากโค้ดโปรแกรม เมื่อนำโค้ดในการถอดรหัสมาเรียบเรียงเขียนขึ้นใหม่ก็จะสามารถถอดรหัสเพื่อดูข้อมูลที่อยู่ข้างในได้
มีการนำเอาระบบ SSL มาใช้ ดังนั้นเว็บไซต์ร้านค้าจึงปลอดภัย
ใบรับรองSSLเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความปลอดภัยบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องข้อมูลที่ถูกส่งผ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือลูกค้าไปถึงเครื่องเซิฟเวอร์ของร้านค้า  โชคไม่ดีนักที่มันไม่ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเลย เพราะเมื่อข้อมูลได้เดินทางถึงเครื่องเซิฟเวอร์ของร้านค้าแล้ว ใบรับรองSSL จะไม่สามารถป้องกันข้อมูลจากการถูกแฮคเว็บไซต์ร้านค้าโดยตรงได้
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจผิดว่าใบรับรอง SSLจะสามารถช่วยป้องกันการโจมตีจากแฮคเกอร์ได้ทุกชนิด โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย
ข้อมูลบัตรเครดิตมีความปลอดภัยเพราะได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI-DSS แล้ว
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่มีการจ้างวานให้หน่วยงานที่สามเข้ามาดูแลจัดการตามมาตรฐาน PCI-DSS ซึ่งหลายต่อหลายครั้งผู้ประกอบการมีความเชื่อว่าหากผ่านมาตรฐานแล้ว พวกเขาจะไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยอีก
ซึ่งน่าเสียดายว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่เป็นความจริง –ความปลอดภัยบนเว็บไซต์ของร้านค้ายังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อข้อมูลส่วนตัวและบัตรเครดิตของลูกค้า เพราะหากแฮคเกอร์สามารถที่จะเข้าไปขโมยข้อมูลเหล่านั้นออกมาได้ด้วยการแก้ไขการทำงานของเว็บไซต์หากสามารถแฮคเข้าไปควบคุมเครื่องเซิฟเวอร์ของร้านค้าได้สำเร็จ
หากผู้ประกอบการเลือกใช้วิธีการคิดค่าชำระผ่านอินเทอร์เฟซเกตเวย์ แฮคเกอร์จะใช้การอีเมล์ข้อมูลบัตรเครดิตส่งมาให้ ในช่วงขั้นตอนการคิดราคาสินค้าเพื่อชำระเงินและเตรียมส่งให้ผู้บริการบัตรเครดิตตรวจสอบสถานะของบัตร
ส่วนวิธีการชำระผ่านเกตเวย์โดยตรงนั้น แฮคเกอร์สามารถลวงให้ผู้ซื้อสินค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิตที่เว็บไซต์เกตเวย์ปลอมที่ได้สร้างขึ้นมาเตรียมไว้ จากนั้นทำการสำเนาข้อมูลการซื้อขาย แล้วส่งไปให้ที่เกตเวย์ของจริงอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผู้ประกอบการได้รับใบเสร็จจากการชำระเงิน และไม่เป็นที่สงสัยด้วย
ร้านค้าเล็กๆไม่น่าจะตกเป็นเป้าของแฮคเกอร์ได้
นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดแนวโน้มภัยคุกคามต่อเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมากที่สุด ผู้ประกอบการรายย่อยเกือบทุกรายที่ผู้จัดทำบทความได้เคยสอบถามได้เปิดเผยว่าพวกเขามีความเชื่อที่ว่าแฮคเกอร์มักมุ่งเป้าโจมตีไปที่บริษัทที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ และถึงกับจินตนาการไปว่าในเวลาดังกล่าวจะต้องมีแฮคเกอร์จำนวนมากกำลังขบคิดหาวิธีโจมตีบริษัทใหญ่ๆเหล่านั้นอยู่
ในความเป็นจริงนั้น แฮคเกอร์เกือบทั้งหมดมักไม่มีความสนใจว่าเป้าหมายของพวกเขาจะมีความใหญ่โตทางด้านธุรกิจเพียงใด ในทางกลับกันพวกเขามุ่งเป้าไปที่การพยายามเจาะระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้โดยผู้ประกอบการธุรกิจ เพราะสามารถพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการแฮคได้ง่าย
นอกจากนี้แล้วพวกเขายังมีทัศนคติในเชิงบวกอีกด้วย หากระบบที่ถูกแฮคจะมีข้อมูลบัตรเครดิตเพียงไม่กี่ใบก็ตาม พวกเขาก็เลือกที่จะลงมือแล้วหาเหยื่อรายถัดไป และเมื่อรวมกับการนำระบบขโมยข้อมูลที่ทำงานโดยอัตโนมัติแล้ว ทำให้มีค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถกระทำการได้อย่างต่อเนื่อง
เพราะเหตุฉะนี้เอง เป้าหมายการโจมตีจึงตกไปอยู่กับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมักใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ฟรีหรือถูก แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยได้ดีพอ
แล้วเช่นนี้บทเรียนอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการธุรกิจควรจะต้องทราบไว้ ?แนวทางง่ายๆด้านล่างนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยภัยคุกคามได้ ดังนี้:
1.ไม่เก็บบันทึกข้อมูลบัตรเครดิต, มีเพียงบางสถานการณ์เท่านั้นที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้กับเครื่องเซิฟเวอร์ตัวเอง ผู้ประกอบการรายย่อยควรเลือกใช้วิธีชำระผ่านเกตเวย์โดยตรงโดยที่ไม่มีข้อมูลถูกจัดเก็บไว้
2.หมั่นอัพเดตโปรแกรมจัดการร้านค้าให้ทันสมัยอยู่เสมอ, หลายครั้งที่แฮคเกอร์ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของโปรแกรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในเวอร์ชั่นเก่าๆเพื่อโจมตีเว็บไซต์ร้านค้า
3.ตรวจสอบเว็บไซต์ของตนเองเป็นประจำ, ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในบทความนี้ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถรับรองความปลอดภัยของเว็บไซต์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เว้นแม้แต่การใช้วิธีชำระเงินผ่านเกตเวย์โดยตรงก็ตาม ผู้ประกอบการควรพิจารณานำเอาซอฟต์แวร์ที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลของไฟล์หรือค่าติดตั้งในเซิฟเวอร์เข้ามาช่วยป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ไม่ประสงค์ดี และหากเป็นไปได้ ผู้ประกอบการควรทำการทดสอบการชำระเงินทุกวันเพื่อยืนยันว่าข้อมูลมิได้ถูกส่งไปที่อื่นด้วย