Friday, November 24

เมื่อพ่อค้าคนกลางหายไป อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ?

“เหตุผลที่เศรษฐกิจไม่ดี” สั้นๆ เป็นเพราะโลกเปลี่ยน
และตัวการสำคัญสำหรับผมนั้นคิดว่า
Supply chain ในหลายส่วนธุรกิจได้หายไป
ยกตัวอย่าง ร้านหนังสือ ร้านขายเพลง ธนาคารและในอนาคตอาจจะเร็วๆนี้ ธุรกิจรถยนต์ และธุรกิจอื่นๆ. เปลี่ยนไป ปรับตัวไม่ทัน
เรียกได้ว่าเส้นทางแห่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นหายไป
เส้นทางการซื้อ-ขาย สินค้า จาก กทม. ไป ตจว. ใน ตจว. ก็มีร้านขายสินค้า ยกตัวอย่าง ธุรกิจที่ไปแล้วเช่นสิ่งพิมพ์ และเพลง ในห่วงโซ่นี้จะมีการสร้างงานและกระจายรายได้อยู่ แต่...ปัจจุบันหายไป
แล้วธุรกิจอื่น ก็เริ่มเปลี่ยน
ตัวกลาง ... ได้หายไป
เหลือต้นทาง (ต้นทางของการผลิตสินค้า) กับ ปลายทางคือผู้ซื้อสินค้า
และหากพิจารณากันให้ดี ต้นทางที่ว่าส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ มักจะผ่านช่องทาง online / internet และระบบ cloud คือตัวทำให้เปลี่ยน

รูปไม่เกี่ยวกับบทความ  คั้นเพื่อความสบายตา

เงินจึงไหลออก รัฐบาลและคนที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางของประเทศขาดการควบคุมและวางแผนมาก่อน (ไม่เคยเจอปรากฎการณ์นี้มาก่อน)
เงินมันเลยไหลออกโดยไร้คนกลาง ที่ควรเป็นคนในประเทศ
ซึ่งก็คือพ่อค้าคนกลางที่จ่ายงาน จ้างงานให้คนชั้นกลาง และล่าง และเกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ
คนกลางหาย มันน่าจะดี ... แต่มันคือสาเหตุ ให้เศรษฐกิจ ของคนชั้นกลาง คนกลางล่าง และคนชั้นล่าง ไม่ดี ซึ่งดันเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย
จะส่งผลดีเฉพาะคนชั้นบน ธุรกิจขนาดใหญ่
แล้วห่วงโซ่ที่หายไป จะทำไงดี ?
***รัฐบาลเจอสิ่งที่รู้สาเหตุแต่แก้ไขไม่ได้***
เพราะชนชั้นสูงคือผู้กำหนดทิศทางรัฐบาล และประเทศ
แล้วคนชั้นกลาง และล่างล่ะ ?
ก็อยู่กับความหวังลมๆแล้งต่อไป...ดังเช่นช่วงนึ้
จะเห็นธุรกิจขายฝัน (ขายตรง) มากขึ้น
เพราะมันคือทางออกสำหรับห่วงโซ่ ที่หายไป

.
แต่มันไม่ได้ช่วย กับซ้ำเติมให้บรรลัยขึ้น เป็นเพราะว่ามัน Fake
เกิดธุรกิจตอแหล ธุรกิจขายฝัน
ทำอะไรผ่านสื่อสังคมออนไลน์แบบ Fakeๆ
ความ Fake มันคือผลกระทบ หรือพิษเศรษฐกิจ ที่ต้องการรักษากำไรให้มาก เพราะไม่รู้ว่าจะได้งานอีกเมื่อไหร่
จนเกิดคุณภาพที่ด้อย เช่น อาหารทุกวันนี้แทบหากินของอร่อยและดีนั้นได้ยาก วัตถุดิบๆดี ก็ต้องแพง เพราะทุกคนควบคุมต้นทุน เมื่อกินแต่อาหารไร้คุณภาพ ก็ทำให้เจ็บป่วย เป็นผลกระทบห่วงโซ่อื่นๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตเราแย่ลง
.
.
จะแก้ไขสภานการณ์นี้อย่างไง ?
ผมมองว่า .... เราอาจต้องกลับไปสู่ “รัฐสวัสดิการ”
และพยายามสร้างห่วงโซ่ที่หายไปนั้นกลับมา
ในส่วนที่ผมมีความรู้อยู่บ้างก็อยากแนะนำว่า
“ถึงเวาแล้วที่เราจะต้องพาข้อมูลกลับบ้าน”


แล้วว่ากันใหม่
นนทวัตต์ สาระมาน
พ่อบ้าน

No comments: